วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

1. การเกษตร นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมพสกนิกาตั้งแต่ พ.ศ.2498 เป็นต้นมา ทรงมีพระราโชบายเกี่ยวกับการเกษตรมาตลอดจนกระทั่งบัดนี้ พระองค์ทรงตระหนักดีว่า ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศ ล้วนมีอาชีพเกษตรกรรม การเพาะปลูกที่ได้ผลผลิตจำนวนมาก ย่อมเกิดผลดีกับประชาชนอันหมายถึงมีอาหารบริโภคอุดมสมบูรณ์ แล้วยังทำให้เศรษฐกิจของชาติมั่นคงเจริญก้าวหน้าพัฒนาตามไปด้วย ดังพระราชดำริที่ว่า “บ้านเมืองไทยของเรา ถึงจะมีรายได้ทางอื่นอยู่มาก แต่ก็ต้องถือว่าเลี้ยงตัวอยู่ด้วยการเกษตร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นตลอดไปที่จะต้องทำนุบำรุงเกษตรกรรมทุกสาขา พร้อมกับเกษตรกรทุกระดับให้พัฒนาก้าวหน้าอยู่เสมอ เพื่อให้การผลิตมีคุณภาพสูงขึ้น โดยไม่ผลาญทรัพยากรให้เปลืองเปล่า หากแต่ให้ได้ผลผลิตเพียงพอเลี้ยงตัวเอง และจำหน่ายได้ดี มีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคงแจ่มใส แล้วทำให้ประเทศชาติสุขสมบูรณ์ขึ้นได้”ทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดำริเกี่ยวกับเกษตรทุกแขนง และทรงเน้นให้ปลูกข้าวเหนียวและข้าวเจ้าซึ่งเป็นอาหารหลักของคนไทย ปลูกให้พอเพียงกับการบริโภคในแต่ละครัวเรือน ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปจำหน่าย ส่วนการเพาะปลูกพืชสวนและพืชไร่อื่น ๆ ทรงสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกตามความสามารถของตน ทรงสนับสนุนวิธีการที่ง่ายไม่ยุ่งยาก เน้นการใช้ปุ๋ยสด ปุ๋ยคอก ปุ๋ยจากพืชตระกูลถั่ว การปลูกพืชหมุนเวียน การไถกลบอินทรียวัตถุ การอนุรักษ์ดินและน้ำ การปลูกหญ้าแฝกป้องกันดินพังและช่วยดูดซับน้ำ พระองค์ไม่ทรงโปรดใช้สารเคมี เพราะนอกจากมีราคาแพงแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้ดินเสื่อม ทำลายสภาพแวดล้อม และยังทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น พร้อมกันนี้ยังทรงพระราชดำริให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ จำพวกเป็ด ไก่ สุกร และกุ้ง หอย ปู ปลาไปด้วย เพื่อเสริมอาหารโปรตีนไว้บริโภคในครัวเรือน โดยไม่ต้องซื้อให้สิ้นเปลือง ทรงมุ่งให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ เช่น ทรงแนะแนวทางการปลูกพืชแบบผสมผสาน นอกจากได้บริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้ตลอดปีอีกด้วย พระองค์ทรงเน้นวิธีการพัฒนาเกษตรกรรมแบบยั่งยืน ทรงให้มีการค้นคว้าทดลอง และวิจัยพันธุ์พืชและสัตว์ให้เหมาะสมกับท้องถิ่น เพื่อเพิ่มรายได้และเป็นการเพิ่มพูนทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร แนวทางที่พระองค์ทรงแนะนำคือ โครงการเกษตร “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นการจัดระบบการบริหารจัดการที่ดิน และแหล่งน้ำให้มีการพัฒนาที่ดินเกิดความเอื้อประโยชน์สูงสุด โดยแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน คือ ร้อยละ 30 แรก สำหรับเป็นพืชที่ปลูกข้าวไว้บริโภค ร้อยละ 30 ที่สอง สำหรับเป็นพื้นที่ปลูกพืชสวน พืชไร่ ร้อยละ 30 ที่สาม สำหรับเป็นพื้นที่ขุดบ่อหรือสระน้ำเพื่อใช้สำหรับการเกษตร เลี้ยงปลาไว้บริโภค หรือขายร้อยละ 10 พื้นที่ที่เหลือ สำหรับเป็นพื้นที่ปลูกที่อยู่อาศัย ปลูกผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ 2. เศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแต่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่ และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคลาภิวัฒน์ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นทีจะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผน และดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์ สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความพากเพียร มีสติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีคุณลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป หรือไม่สุดโด่งไปข้างใดข้างหนึ่ง และต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ความมีเหตุผล หมายถึง ทุกการตัดสินใจ การกระทำ การลงทุน ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล คำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งภายในและภายนอก ทั้งนี้ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความรู้ คือ มีความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวังในการนำความรู้วิทยาการเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและปฏิบัติ มีคุณธรรม คือ มีความตระหนัก มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร และใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต ดังพระราชดำรัสว่า “คำว่าพอก็เพียงพอ เพียงนี้ก็พอ ดังนั้นเอง คนเราถ้าพอใจความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโด่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ๆ ต้องให้พอประมาณ ตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงงานหนัก ทรงบริโภคน้อย ทรงใช้น้อย เพื่อสร้างแบบอย่างที่ดีให้พสกนิการไทยได้เห็นเป็นตัวอย่าง พระองค์ทรงสอนให้ราษฎรมีคุณธรรม ทรงสอนแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้คนไทยได้ศึกษาเรียนรูให้เข้าใจ เพื่อใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างพอดี พอประมาณ สมดุลไม่สุดโด่ง และสร้างภูมิคุ้มกันภัยต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ไม่ใช่สอนให้เอาเงินเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่แค่เรื่องการค้าขาย เรื่องการทำมาหากิน หรือเรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ไมใช่การชวนกันถอยหลังกลับไปอยู่ในยุคโบราณที่ขาดแคลนอัตคัตขัดสน เศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน ไม่ใช่สอนให้คนหยุดพัฒนา หยุดกระตือรือร้น หยุดรับความรู้และเทคโนโลยี ตรงกันข้าม เศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน คือ การสอนให้ทุกคน ทุกครอบครัว ทุกองค์กรให้อยู่ในโลกปัจจุบันอย่างมีสติ ปัญญา รู้เท่าทันโลก ขยันขันแข็งเอางานเอาการ รับผิดชอบทำภารกิจอย่างพอดี รู้ประมาณ สมเหตุสมผล ไม่โลภเกินพอดี กล้าเผชิญกับโลกปัจจุบันอย่างใช้ปัญญา เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันตัวเอง ครอบครัว และสังคม ไม่ตกเป็นเหยื่อของกระแสทุนโลก ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด เศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านจึงเป็นหลักที่ทุกคน ทุกครอบครัว และทุกสังคม สามารถน้อมนำไปปฏิบัติ ด้วยการรู้จักทวนกระแสกิเลส อันเป็นต้นธารแห่งความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง “รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ตกรองรับบ้านเรือน ตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากไม่เห็นเสาเข็ม และลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป” (พระราดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากวารสารชัยพัฒนา ประจำเดือนสิงหาคม 2542) “ขอให้ทุกคน มีความปรารถนา ที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยวดยิ่งยวดได้”(พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม2517) าได้เล่ารายละเอียดให้เอกโลกาฟังว่า...“พระราชกรณียกิจขององค์พ่อหลวง มุ่งเน้นการพัฒนาในแทบทุกด้าน แต่แนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริของพระองค์ มิได้เป็นไปตามกระแสแห่งโลกาภิวัตน์ ในทางตรงกันข้ามกระแสแห่งโลกาภิวัตน์กลับดำเนินตามแนวแห่งพระราชดำริ ซึ่งได้ทรงประกอบตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ เป็นที่ทราบกันดีว่า สมัยนั้นปัญหาของประเทศที่แก้ไขยากมากเรื่องหนึ่ง คือ การปลูกฝิ่นของชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นผลเสียหายร้ายแรงต่อสังคมทั้งภายในประเทศและสังคมโลก ชาวเขาปลูกฝิ่นในบริเวณพื้นที่ป่าเขายากต่อการปราบปราม และยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาลของผู้เกี่ยวข้อง หลาย ๆ ประเทศประสบปัญหาเดียวกัน ซึ่งยากต่อการแก้ไขได้สำเร็จ แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงมีพระอัจฉริยภาพและพระวิริยะอุตสาหะอย่างสูง ได้ทรงริเริ่มให้ชาวเขาปลูกพืชอย่างอื่นทดแทนฝิ่น โดยทรงให้มีการศึกษาวิจัยและทดลองปลูกพืชอย่างไม้เมืองหนาวด้วยหลักวิชาการ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีทางการดำเนินชีวิต และอาชีพของชาวไทยภูเขาเป็นผลสำเร็จ การปลูกฝิ่นหมดไปจากประเทศไทย ชาวไทยภูเขากลับกลายเป็นสมราชิกที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคมไทย...” ตาทอดลมหายใจยาว ด้วยเล่าเรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างภาคภูมิใจ ตาบอกว่าตั้งแต่พระองค์ขึ้นครองราชย์จนถึงวาระ 60 ปีแห่งการครอบสิริราชสมบัติ พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรไทยมาตลอด พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ประชาชนคนไทยและชาวโลกเทิดทูนเหนือเกล้า ด้วยทรงพระเมตตาต่อผู้คนทุกหมู่เหล่าตลอดมา เอกโกลายกแก้วน้ำให้ตาดื่มแก่คอแห้ง การอ่านตรวจทานงานเขียนให้ตา และบางครั้งก็ช่วยพิมพ์ ทำให้เอกโลกามีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวมากกว่าที่เคยเสียอีก ทำให้รายงานเรื่อง “60 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ของเขา มีข้อมูลทำรายงานสะดวกยิ่งขึ้น ตาเงยหน้าทอดสายตาออกไปพักผ่อนข้างนอกหน้าต่าง มะดอกป่าที่ใบร่วงโรยจนหมดสิ้น ปล่อยกิ่งก้านมีผลดกตามกิ่ง ตาดูเหมือนมีความสุขที่ได้เล่าเรื่องในหลวงให้หลานชายฟังหลักการพึ่งตนเองตามแนวทางพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดถือเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศ ให้เกิดความเจริญก้าวหน้าแบบยั่งยืน พระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม 2529 แสดงไว้อย่างชัดเจน “...ผู้มีความจงรักและยึดมั่นในชาติบ้านเมือง ย่อมทราบตระหนักอยู่ทั่วหน้ากันว่า แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเราร่วมกันสร้างความเจริญมั่นคงทุก ๆ อย่างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง เพราะฉะนั้นไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหน เราก็คงจะต้องช่วยตัวเองต่อไปด้วยกำลังแรง กำลังทรัพย์ของเรา ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริง ที่จะเกิดประเทศชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว...”การพึ่งตนเองนั้น ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการใช้ การอนุรักษ์ และการพัฒนาทรัพยากรอย่างชาญฉลาด รวมทั้งการดำเนินงานอย่างระมัดระวัง รอบคอบ ทรงอาศัยหลักวิชาการ และการพัฒนาที่ “สมดุล” และ “พอเพียง” ซึ่งเป็นปรัชญาสำคัญทรงใช้เป็นแนวทางการพัฒนาจนบังเกิดประสิทธิผลสูงสุดดังพระราชดำรัสว่า “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคง พร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยเสริมสร้างความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นไปตามลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะประเทศ และประชาชนไทยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยประเทศหลายประเทศ กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในเวลานี้...” วิถีทางการพัฒนาของพระองค์มิได้ดำเนินไปเพื่อหลงตัวเอง หลงชาติ ดูถูกชาติอื่น หรือหลงใหลคล้อยตามต่างชาติ แต่หากเป็นไปเพื่อพัฒนาภูมิปัญญาความรู้ความสามารถของตนเอง รู้จักเลือกสรรสิ่งที่ดีจากโลกมาใช้พัฒนาตนเองด้วยความฉลาด ดังพระราชดำรัสว่า “...ควรจะได้ศึกษาค้นคว้าวิชาการ และเทคโนโลยีอันทันสมัยลึกซึ้งและกว้างขวาง และจึงพิจารณา เลือกเฟ้นส่วนที่ดี มีประสิทธิภาพแน่นอน มาปรับปรุงใช้ด้วยความฉลาดให้พอเหมาะพอสมกับฐานะและสภาพของบ้านเมืองเรา...” 3. สิ่งแวดล้อม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่จะเน้นบำรุงสภาพแวดล้อมทั่ว ๆ ไป ได้แก่ เรื่องของดิน น้ำ และป่าไม้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอาศัยธรรมชาติมาแก้ปัญหาธรรมชาติซึ่งไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กลับสามารถช่วยฟื้นฟูสภาพของดินได้ โดยมีต้นทุนต่ำและได้ผลแน่นอนในระยะยาว เช่น การใช้หญ้าแฝกแก้ปัญหาการพังทลายของดิน การใช้ผักตบชวาแก้ปัญหาน้ำเสีย การปลูกป่าโดย “ไม่ต้องปลูก” คือปล่อยให้ป่าฟื้นฟูสภาพเองโดยไม่ปลูกต้นไม้ทดแทน แต่ป่ากลับฟื้นฟูสภาพเองจนกลายเป็นป่าสมบูรณ์ การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน ดินเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งสำหรับมนุษย์ เราอาศัยพื้นดินเป็นแหล่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นที่เพาะปลูก พืช ผัก ต้นไม้ ดินเป็นแหล่งอาหารมนุษย์และสัตว์ พืชก็ต้องอาศัยดินหรือพื้นดินเป็นที่งอกงามเจริญเติบโต เมื่อดินถูกใช้เป็นเวลานาน ย่อมมีสภาพเสื่อมโทรมเช่นสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชฤหทัยแก้ไขดินเพื่อการเกษตร พระองค์ทรงเน้นให้ฟื้นฟูสภาพของดินที่เสื่อมโทรม โดยทรงเน้นให้ใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลแน่นอนในระยะยาว ทรงแก้ไขดินที่มีปัญหา เช่น เป็นดินที่มีกรดหรือด่างมาก ดินเสื่อมโทรม ทำให้ได้ผลผลิตต่ำ พระองค์ทรงแก้ไขจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเกษตรกร ซึ่งจะทำได้โดยง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง เช่น -การปลูกพืชหมุนเวียน เช่น พื้นดินหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เกษตรกรไถกลบฟางหมักทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อย แล้วปลูกพืชตระกูลถั่วหรือปลูกผักและพืชล้มลุกอื่น ๆ -การใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสดทำให้ดินร่วนซุยเหมาะแก่การเพาะปลูก -ควรละเว้นใช้ปุ๋ยอนินทรีย์ หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ซึ่งหากใช้ไปนาน ๆ จะทำให้ดินเสื่อม สภาพดินแน่นไม่ร่วนซุย -ปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาการกัดเซาะหน้าดิน หรือเพื่อช่วยรักษาน้ำในดิน ตามโครงการพระราชดำริ หญ้าแฝกช่วยรักษาผิวดินอันอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และช่วยเก็บน้ำในดิน-การแก้ดินหรือแกล้งดินตามพระราชดำริ เช่น สภาพดินเปรี้ยว ทำการเพาะปลูกไม่ได้ผล หรือเพาะปลูกไม่ได้ ทรงแนะนำเกษตรกรแก้ดินเปรี้ยวโดยการ “แกล้งดิน” คือปล่อยดินแห้งและเปียกสลับกัน แล้วปล่อยน้ำท่วมหน้าดิน จากนั้นใช้หินฝุ่นหรือที่เรียกว่า “ปูนมาร์ล” โรยหน้าดินให้ทั่ว เพื่อปรับสภาพหน้าดินใช้เพาะปลูกพืช เช่น การทำนาข้าว หรือปลูกพืชผักต่าง ๆ ได้ผลดี การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำ น้ำนับเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง น้ำช่วยในการเพาะปลูกพืชไร่ พืชสวนของเกษตรกร การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ว่ากุ้ง หอย ปู ปลา ล้วนอาศัยแหล่งน้ำ การสร้างเขื่อน เพื่อใช้พลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้า น้ำจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช แต่กระนั้นสิ่งแวดล้อมอันจำเป็นเหล่านั้น ล้วนถูกทำลายอย่างไม่รู้คุณค่า เช่น การทำลายป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร การปล่อยสิ่งปฏิกูลตามบ้านเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำ ลำคลอง และทะเล เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำลายสภาพแวดล้อมทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีโครงการตามพระราชดำริมากมายหลายโครงการ โดยลักษณะของโครงการมีความแตกต่างกันตามสภาพท้องที่ ภูมิประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏออกมาในรูปอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังมีโครงการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น ห้วย หนอง คลอง บึง เพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำ รวมทั้งการขุดบ่อหรือสระไว้ในพื้นที่เกษตร เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร โครงการประเภทนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับสนองพระราชดำริในการดำเนินการนับ 1,000 โครงการ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อรักษาต้นน้ำลำธารตามสภาพที่สูงเช่นบนภูเขา โปรดฯให้สร้างฝายขนาดเล็กที่เรียกว่า “ฝายแม้ว” เป็นระยะ ๆ ตามสายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำเพื่อการบริโภคอุปโภค และทำให้เกิดความชุ่มชื้นของสภาพป่า ต้นไม้เจริญงอกงาม เป็นการอนุรักษ์ป่าอีกทางหนึ่งการอนุรักษ์น้ำจากน้ำเสียง ซึ่งเกิดจากการปล่อยสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียจากบ้านเรือน และโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้เกิดมลภาวะน้ำเสียอยู่ทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริในการใช้น้ำดีไล่น้ำเสีย เพื่อเกิดการถ่ายเทของน้ำให้กลายสภาพเป็นน้ำดี นอกจากนั้น พระองค์ทรงประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย คือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ซึ่งเป็นเครื่องกลที่โปรดฯ ให้ใช้เป็นเครื่องมือเติมอากาศในน้ำ ทำให้แม่น้ำลำคลองมีสภาพน้ำไม่เน่าเสีย การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญกับสภาพแวดล้อม ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอันดับต้น ๆ หากป่าถูกทำลายไมว่ากรณีใด ๆ ก็เท่ากับทำลายแหล่งต้นน้ำลำธารไปด้วย บ้านเมืองประสบปัญหาแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาลล้วนเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า การทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาหรือชาวไร่ การเกิดอุทกภัยน้ำท่วมในฤดูมรสุม เดือดร้อนกันทุกภาคของประเทศ เกิดจากการทำลายทรัพยากรป่าไม้ทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโครงการตามแนวพระราชดำริ เช่น - โครงการหลวง เพื่อบรรเทาการตัดไม้ทำไร่เลื่อนลอยปลูกฝิ่นของชาวเขา พระองค์ทรงหาช่องทางให้ชาวเขาหยุดทำลายป่า ทรงจัดสถานที่ทำกินให้ชาวเขามีอาชีพปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ และพืชผักเมืองหนาว ทำให้ชาวไทยภูเขามีรายได้มั่นคงแทนการปลูกฝิ่น ต่อมาชาวเขาเห็นคุณค่าของป่า ต่างสนองพระมหากรุณาธิคุณพระองค์ท่านด้วยการช่วยกันดูแลป่าอย่างรู้คุณค่า - การสร้างฝายตามแนวพระราชดำริ เก็บกักน้ำบนที่สูงอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้มีแหล่งน้ำให้เกิดความชุ่มชื้นกับสภาพป่าบนภูเขา ช่วยลดความรุนแรงของกระแสน้ำในฤดูที่ฝนตกบนภูเขา ความชุ่มชื้นของสายน้ำจากฝายทำให้ป่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วย- โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริการปลูกป่า 3 อย่าง ให้ประโยชน์ 4 อย่าง ทรงให้เกษตรกรรู้คุณค่าของป่า และรู้จักปลูกต้นไม้ใช้สอย เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อเป็นเชื้อเพลิง และปลูกต้นไม้ผลไว้เป็นอาหาร และก่อให้เกิดสภาพป่าไม้ธรรมชาติ รวมทั้งการอนุรักษ์ดินและน้ำไปในตัว -การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก เป็นแนวพระราชดำริให้ป่ากลับคืนสภาพโดยการปรับตัวของธรรมชาติเอง -การปลูกป่าชายเลน เป็นแนวพระราชดำริที่ทรงแนะนำให้เห็นคุณค่าของป่าไม้ชายเลนตามแนรวชายฝั่งทะเลนั้น ช่วยเป็นแนวกั้นกระแสลมพายุและป้องกันคลื่นทำลายตามชายฝั่ง และป่าชายเลนยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำเค็ม จำพวกกุ้ง หอย ปู ปลาย อีกด้วย 4. ด้านสาธารณสุข พระราชกรณียกิจทางการแพทย์และสาธารณสุข ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯไปเยี่ยมเยียนราษฎร พระองค์ทรงเห็นราษฎรได้รับความทุกข์เวทนาจากการเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แพทย์ประจำพระองค์ และแพทย์ในโครงการตามเสด็จ เพื่อตรวจอาการรักษาราษฎรผู้เจ็บป่วย ผู้ป่วยบางรายทรงรับไว้เป็นคนไข้พระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้พสกนิกรในแผ่นดินมีสุขภาพกายใจแข็งแรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดทำโครงการต่าง ๆ ดังนี้ 1.โครงการหน่วยแพทย์พระราชทาน เป็นหน่วยแพทย์ที่โปรดเกล้าฯให้ออกไปรักษาประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ในยุคที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แทรกซึม แม้ปัจจุบันผู้ก่อนการร้ายคอมมิวนิสต์จะไม่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว หน่วยแพทย์พระราชทานก็ยังออกดูแลรักษาผู้ป่วยเจ็บตามพระราชบัญชา 2.โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน เป็นคณะแพทย์ออกติดตามขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐานไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แพทย์หลวงตรวจรักษาผู้ป่วยอยู่บริเวณหน้าตำหนักซึ่งเป็นที่ประทับ ประชาชนต่างได้รับการบริการดูแลรักษาอย่างถั่วถึงกัน 3.โครงการแพทย์พิเศษตามพระราชประสงค์ เป็นคณะแพทย์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯให้คณะแพทย์ออกไปบรรเทาทุกข์ราษฎรในเขตที่ประชาชนมีฐานะยากจน การคมนาคมไป-มาไม่สะดวก ทรงขอให้หน่วยราชการจัดแพทย์ออกหมุนเวียนไปดูแลรักษาประชาชน ด้วยทรงเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ปวงชนชาวไทยในถิ่นทุรกันดารยิ่งนัก 4.หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน เป็นหน่วยทันตแพทย์อาสาสมัครเคลื่อนที่ตามเสด็จ เพื่อบริการด้านรักษาฟัน และให้ความรู้เรื่องการรักษาสุขภาพปากและฟันแก่นักเรียนและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามเสด็จทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ 5.โครงการศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นคนไข้ที่ต้องการรับการผ่าตัดมีจำนวนมากขึ้น ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทยจึงได้จัดโครงการศัลยแพทย์อาสาถวาย โดยส่งคณะแพทย์ผู้มีความชำนาญในสาขาต่าง ๆ ตามเสด็จ เพื่อรักษาผู้ป่วยเจ็บตามโรงพยาบาลจังหวัด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ฯ แปรพระราชฐาน 6.โครงการแพทย์ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้พระราชทาน เป็นหน่วยแพทย์อาสาตามเสด็จ เพื่อรักษาประชาชนยากจนในถิ่นทุรกันดารจากแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามโรงพยาบาลจังหวัด ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐาน ประชาชนผู้เจ็บไข้ได้ป่วยเกี่ยวกับ หู คอ จมูก และโรคภูมิแพ้ต่างได้รับพระมหากรุณาธิคุณดูแลยามเจ็บไข้จากน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงอาทรต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทุกท้องถิ่น พระเมตตาของพระองค์ไม่ต่างจากสายฝนชโลมลงมา ให้ประชาชนชุ่มชื่นใจ 7.หมอชาวบ้านในโครงการอบรมตามพระราชประสงค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจัดโครงการอบรมหมอหมู่บ้านขึ้น โดยคัดเลือกประชาชนในหมู่บ้าน เข้าฝึกอบรมการพยาบาลผู้ป่วยเบื้องต้น เริ่มจากการรู้จักดูแลสุขภาพ โภชนาการที่ถูกสุขลักษณะ และการรักษาโรคง่าย ๆ ให้สมาชิกในหมู่บ้าน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง บรรเทาความเจ็บป่วยอย่างถูกวิธีก่อนจะนำส่งแพทย์ต่อไป นับเป็นโครงการบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนในถิ่นห่างไกลแพทย์ ให้ประชาชนรู้จักรักษาสุขภาพตนเองอย่างถูกสุขลักษณะนั่นเอง 8.หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทางน้ำ เมื่อสภาพการคมนาคมบางแห่งยังไม่สะดวกสบาย เช่น ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมคลองหรือริมแม่น้ำ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายสาย เมื่อประชาชนเหล่านี้เกิดเจ็บไข้ได้ป่วย จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโรคด้วยความยากลำบาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรัพย์จำนวนหนึ่งจัดซื้อ “เรือพยาบาล” ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเคลื่อนที่ ที่มีแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเครื่องมือเวชภัณฑ์ครบครัน เรือพยาบาลลำแรกทรงประทานชื่อว่า “เรือเวชพาห์” เป็นโรงพยาบาลทางน้ำเคลื่อนลอยเข้าไปบริการผู้ป่วยเจ็บที่อาศัยริมคลองและแม่น้ำให้ได้รับความสะดวก ด้วยเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์จนกระทั่งบัดนี้ 9.โครงการเกลือเสริมไอโอดีนพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยประชาชนที่อยู่ห่างไกลทะเลซึ่งมักจะเป็นโรคขาดสารไอโอดีน ทำให้เป็นโรคคอพอกกันมาก เช่น ประชาชนทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ การขาดสารไอโอดีนในเด็ก จะทำให้การเจริญเติบโตช้า ร่างกายแคระแกร็น สมองเติบโตไม่เต็มที่ เป็นโรคความจำเสื่อม พิการทางร่างกายที่เรียกว่า “โรคเอ๋อ” ด้วยทรงเป็นห่วงในพสกนิกร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์จะไม่ให้มีโรคนี้ในประเทศ จึงทรงให้มีการศึกษาวิธีเติมสารไอโอดีนในเกลือสินเธาว์และเกลือสมุทร ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าของโรงงานผลิตเกลือเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สภากาชาดไทย นำเกลือเสริมไอโอดีนไปมอบให้ชาวบ้านแถบชนบท และยังมีโครงการรณรงค์ให้คนไทยหันมาบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนกันอย่างพร้อมเพรียงเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการตามพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯเพื่อประชาชนของพระองค์ ให้มีสุขภาพทางกายสุขภาพใจที่ดีมีความสุข นับเป็นพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์และด้านสาธารณสุขเพื่อพสกนิกรไทยทั้งสิ้น 5. ด้านการศึกษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองถึงความสำคัญของการศึกษา เพราะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนามนุษย์อย่างยั่งยืน หากผู้คนในชาติได้รับการศึกษาสูง ประเทศชาติก็พัฒนาได้รวดเร็ว ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตและนักศึกษาวิทยาลัยวิชาการศึกษา เมื่อวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2516 ความว่า “การให้การศึกษานั้น คือการแนะนำส่งเสริมบุคคล ให้มีความเจริญงอกงามในการเรียนรู้ การคิดอ่าน การกระทำตามอัตภาพของตน เกื้อกูลผู้อื่นโดยสอดคล้อง ไม่ขัดยังเบียดเบียนกัน เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันเป็นสังคม เป็นประเทศได้” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษา เริ่มตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน ทรงเสด็จฯไปเยี่ยมโรงเรียนประถมศึกษาที่มีชั้นเด็กเล็ก พร้อมพระราชทานคำแนะนำ และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนตลอดมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยี่ยมเยียนประชาชนในชนบท พระองค์จะเสด็จฯเยี่ยมโรงเรียนในชนบท พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้เป็นทุนก่อสร้างหรือซ่อมแซมโรงเรียน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ครูและนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร สำหรับสถานศึกษาเล่าเรียนของเด็กยากจนและกำพร้า ทรงโปรดเกล้าฯให้ครูอบรมสั่งสอนทั้งวิชาสามัญและวิชาศีลธรรม อาราธนาพระภิกษุที่จำพรรษาอยู่วัดใกล้เคียงมาสอน ซึ่งผู้เรียนจะได้รับความรู้ด้านวิชาการต่าง ๆ และยังได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็นเยาวชนผู้จะเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพของชาติต่อไป แม้แต่เด็กๆที่อยู่บนยอดดอย ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญทางภาคเหนือ ต่างก็มีโอกาสได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างทั่วถึงกัน พระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดสร้าง “โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์” เพื่อให้เด็กชาวเขาได้มีสถานที่ศึกษาเล่าเรียน นอกจากนี้ยังมีพระราชกระแสจัดตั้ง “โรงเรียนตำรวจตะเวนชายแดน” สำหรับเด็กชาวเขาหรือเด็กในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ต่างได้รับการศึกษาเรียนรู้ การฝึกฝนอาชีพแต่เยาว์วัยเหล่านั้น ทรงให้สร้างโรงเรียนในพื้นที่มีความเสี่ยงยุคผู้ก่อการร้านคอมมิวนิสต์ เช่น โรงเรียนประชานุเคราะห์ โรงเรียนร่มเกล้า ให้ลูกหลานชาวบ้านที่ครอบครัวประสบปัญหาจากภัยธรรมชาติ โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์อื่น ๆ อาทิ โรงเรียนราชวินิต, โรงเรียนวังไกลกังวล, โรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัย เพื่อให้ความรู้และอบรมบ่มนิสัยเยาวชนที่เป็นลูกหลานของข้าราชบริพารและประชาชนทั่วไป ทรงก่อสร้าง “กองทุนนวฤกษ์” ซึ่งเป็นมูลนิธิช่วยเหลือนักเรียนขาดแคลนในพระบรมราชูปถัมภ์ สนับสนุนเยาวชนเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาปี พ.ศ.2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้ง “มูลนิธิอานันทมหิดล” เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระบรมเชษฐาธิราช สำหรับเป็นกองทุนศึกษาผู้เรียนดี หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาแขนงวิชาต่าง ๆ ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษายังต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าด้านวิชาการต่าง ๆ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โครงการพระดาบส นับเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษาอีกโครงการหนึ่ง ด้วยทรงพระดำริว่า ยังมีคนอยู่ในวัยศึกษาจำนวนมากที่ต้องการจะศึกษาเล่าเรียน แต่ยังขาดโอกาสด้านทุนทรัพย์ ที่จะได้ตนได้ศึกษาต่อต้านวิชาชีพในระดับต่าง ๆ ได้ บุคคลเหล่านี้คือกำลังสำคัญจะช่วยพัฒนาประเทศชาติได้อีกทางหนึ่ง หากพวกเขาได้ฝึกฝนความรู้ด้านวิชาชีพที่สนใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรำลึกถึงการประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ของคนยุคโบราณ หากต้องการจะมีความรู้จะต้องเอาตัวเข้าไปรับใช้กับผู้มีความรู้ เช่น พระฤาษีหรือพระดาบสที่มีอาศรมอยู่ในป่า ฝากตัวเป็นศิษย์แล้วปรนนิบัติเพื่อแลกกับความรู้ จากพระราชดำรินี้เองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ รับหน้าที่นี้ไปดำเนินการ โดยพระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สำหรับนำไปดำเนินการในระยะแรก ตามรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน โดยเริ่มแต่ปี พ.ศ.2518 โปรดเกล้าฯ ให้ใช้สถานที่ของสำนักพระราชวัง ซึ่งอยู่ตรงข้ามหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เป็นสถานที่ฝึกอบรมด้านวิชาชีพ พระราชทานนามเพื่อการนี้ว่า “โครงการพระดาบส” พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ครูใหญ่โรงเรียน และนักเรียนที่สมควรได้รับพระราชทานรางวัลตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2518 ความว่า“...เจตนาของการศึกษานั้น กล่าวโดยสรุป ก็คือการวางรากฐานที่ดีที่ถูกต้องในตัวบุคคลทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความรู้ทั้งปวง สำคัญที่สุดคือรากฐานด้านความรู้จักรับผิดชอบชั่วดี รู้จักคิด ตัดสินใจตามทางที่ถูกต้อง ที่เป็นธรรม ที่สร้างสรรค์ ผู้จัดการศึกษาต้องดำเนินงานให้ได้ประโยชน์พร้อมดังนี้ จึงจะเรียกได้ว่า ปฏิบัติการถูกต้องครบถ้วน เป็นนักศึกษาแท้...” นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเล็งเห็นการศึกษากับบุคคลทั่วไป พระองค์ทรงให้โอกาสทางการศึกษากับทุกคน ไม่ว่าผู้นั้นจะมีความโดดเด่นทางด้านสมองทั้งทุนทรัพย์ หรืออาจด้อยโอกาส ก็ทรงให้มีโอกาสพอ ๆ กัน แม้แต่ผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั้งด้านทุนทรัพย์ ร่างกายทุพพลภาพ พิการทางหู ตา ก็จัดให้มีโรงเรียนศึกษาเล่าเรียน ดังเช่นโรงเรียนสอนคนตาบอด โรงเรียนสอนคนหูหนวกที่มีอยู่ในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศนอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการจัดสร้างโรงเรียนแบบพึ่งตนเองที่เรียกว่า “โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์” สำหรับให้การศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสที่อาศัยอยู่บนที่สูง ในถิ่นทุรกันดารห่างไกลความเจริญ เพื่อที่เยาวชนเหล่านั้นจะได้นำความรู้กลับไปพัฒนาถิ่นเกิดของตน โรงเรียนประเภทนี้มีลักษณะเป็นโรงเรียนประจำ มีบ้านพักนักเรียนหลังละ 10-12 คน และมีครูพี่เลี้ยงดูแลหลังละ 1 คน นักเรียนทุกบ้านจะปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง มีการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ จำพวกเป็ด ไก่ สุกร และปลา มีสหกรณ์กลางของโรงเรียนให้นักเรียนนำสินค้าที่เหลือจากบริโภคไปขาย โรงเรียนโครงการดังกล่าว เช่น โรงเรียนศูนย์ปางมะผ้า กิ่งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัญหาการขาดแคลนครูสาขาที่จำเป็น โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ มักขาดครูผู้สอนที่มีคุณภาพ ทำให้คุณภาพทางการศึกษาในหัวเมืองใหญ่ที่มีความเจริญ กับโรงเรียนในต่างจังหวัดมีคุณภาพไม่เท่าเทียมกัน นายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ จึงได้เสนอจัดทำ “โครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในปีมหามงคลวโรกาสครองราชย์ครบ 50 ปี หรือที่เรียกว่า “ปีกาญจนาภิเษก” โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานทุนทรัพย์ที่ได้รับจากการทูลเกล้าฯ ถวายจากบริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 50 ล้านบาท เป็นทุนในการดำเนินการ และยังได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตให้จัดตั้งสถานีเพื่อการศึกษาขึ้นภายในโรงเรียนวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเริ่มออกอากาศเผยแพร่ผ่านระบบเคเบิลใยแก้วนำแสงไปยังสถานีดาวเทียมไทยคม เพื่อสัญญาณไปให้นักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ และผู้ชมทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2538 ทำให้นักเรียนในโรงเรียนเครือข่ายตามต่างจังหวัด ได้ศึกษาเรียนรู้อย่างทั่วถึงกัน ช่วงปี พ.ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า ควรจะมีหนังสือค้นคว้าประเภทสารานุกรม ฉบับภาษาไทย ที่จัดพิมพ์โดยคนไทยสำหรับเยาวชนได้ศึกษาค้นคว้าอ่านเพิ่มเติม เพื่อให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด นับเป็นการพัฒนาบุคคลแบบยั่งยืน โดยทรงให้เหตุผลในเรื่องนี้ว่า “แม้วิชาต่าง ๆ จะแยกออกเป็นสาขาวิชาต่าง ๆ ก็ตาม จะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ หรือด้านศิลปะจะเชื่อมโยงกันหมด ชีวิตของเราต้องโยงกันหมด ทั้งในด้านกฎหมายก็ดี เศรษฐกิจก็ดี อะไรพวกนี้โยงกันหมด เมื่อโยงกันหมดแล้วฉันเชื่อว่าสารานุกรมนี้ อาจจะช่วยชาติให้รอดพ้นได้”ดังนั้น โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2511 โดยเฉพาะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้ทำงานสนองพระราชดำริ บรรจุเนื้อหาใน 7 สาขาวิชาด้วยกันคือ สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ตั้งแต่ระดับเด็กเล็ก ระดับเด็กอายุ 12-14 ปี และระดับเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไป นับเป็นสารานุกรมไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้มีในโรงเรียนสำหรับนักเรียนได้อ่านค้นคว้า และเป็นสารานุกรมเด็กประจำครอบครัว เพื่อให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ได้สอนลูกหลานของตน นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงมีพระมหากรุณาอย่างยิ่งในวงการศึกษาไทย ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2519 ความว่า “การเรียนรู้วิชาได้ดี ย่อมมีผลมาจากการมีที่เรียนดี มีครูดี มีโอกาสเหมาะ และตัวอย่างตั้งอกตั้งใจเล่าเรียน หรือมีเหตุอื่น ๆ มากกว่านี้ออกไปอีกก็ได้ เหตุทั้งหลายนี้ จำแนกออกได้เป็นสองประเภท คือ เหตุต่าง ๆ ที่อยู่นอกตัว เช่น ที่เรียนดี ครูดี จัดเป็นเหตุผลภายนอกประเภทหนึ่ง กับเหตุที่อยู่ในตัวที่เป็นการกระทำขอตัว อันได้แก่การตั้งใจเล่าเรียนจริง ๆ นั้น จัดเป็นเหตุผลอีกประเภทหนึ่ง ขอให้พิจารณาทบทวนดูให้ดี จะเห็นว่า เหตุผลภายนอกทั้งหมดนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบ เหตุแท้จริงที่จะทำให้รู้วิชาดีนั้นอยู่ที่เหตุภายใน คือ การกระทำของตัวเอง...” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญต่อการศึกษาของเยาวชนทุกระดับชั้น แม้ผู้ที่เรียนจบระดับอุดมศึกษา พระองค์ยังเสด็จฯ ไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐ ทรงปฏิบัติต่อต่อกันเป็นเวลานาน แม้พระองค์จะทรงมีพระราชภารกิจมากมาย มีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทานงดการเสด็จฯ แต่พระองค์มีพระราชกระแสว่า “ตราบใดที่ยังเสด็จได้ ก็จะเสด็จอยู่อย่างนั้น เพื่อให้นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่มีกำลังใจที่จะเล่าเรียนให้จบ”ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุมากขึ้น ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร หรือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี รวมไปถึงพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อี่น ๆ เป็นผู้แทนเสด็จฯไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา คงยังเหลือแต่นักเรียนนายร้อย 3 เหล่าทัพ และนักเรียนนายร้อยตำรวจเท่านั้น ที่ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อจบการศึกษา 6. ด้านการส่งเสริมอาชีพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า โดยพื้นฐานของคนไทยนั้นดำรงชีพด้วยการเกษตรมาแต่ครั้งโบราณ มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อันเป็นอาชีพหลักตลอดมา และผลผลิตทางการเกษตรยังทำรายได้ให้กับประเทศชาติมีมูลค่ามหาศาลอีกด้วย โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาที่ดินและแหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยสำคัญของอาชีพเกษตร จึงมีมากมายหลายสิบโครงการ เช่น โครงการพัฒนาที่ดิน หุบกะพง อยู่ในจังหวัดเพชรบุรี โครงการพัฒนาที่ดิน ดอยขุนห้วย อยู่ในจังหวัดเพชรบุรี โครงการพัฒนาที่ดิน หนองพลับ อยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการพัฒนาที่ราบเชิงเขา ตามพระราชดำริ ปราณบุรี อยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โครงการพัฒนาที่ดิน ทุ่งลุยลาย อยู่ในจังหวัดชัยภูมิ โครงการพัฒนาที่ดิน กะลุวอ อยู่ในจังหวัดนราธิวาส โครงการปฏิรูปที่ดินในที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นต้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความเป็นอยู่ของพสกนิกรของพระองค์ตลอดมา หากประชาชนมีแหล่งทำมาหากิน เลี้ยงตนเองเลี้ยงครอบครัวได้ นั่นคือความสุขของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นเส้นทางการพัฒนามนุษย์แบบยั่งยืนอันแท้จริง สหกรณ์การเกษตรหุบกะพง นับเป็นโครงการตามราชประสงค์เพื่อพัฒนาที่ดิน จำนวน 10,000 ไร่ เพื่อจัดสรรให้ครอบครัวเกษตรกรสวนผัก 120 ครอบครัว เข้าไปใช้สิทธิ์ทำมาหากิน รูปแบบรวมกลุ่มสมาชิก ทรงนำหลักการดำรงชีพด้วยการพึ่งตนเอง ให้ชุมชนดำรงตนอยู่ได้ ตามพระราชดำรัสว่า “การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ และตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ก่อนอื่นเป็นพื้นฐานนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะผู้มีอาชีพและฐานเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าระดับที่สูงขึ้นได้โดยแน่นอน” ทุกโครงการอันเองมาจากพระราชดำริ ทรงโปรดเกล้าฯให้เริ่มการทดลองปฏิบัติในเขตพระราชฐานที่พระราชวังดุสิต และพื้นที่อื่น ๆ เมื่อทรงประสบผลสำเร็จแล้ว จึงโปรดเกล้าฯให้นำไปทดลองหรือปรับใช้ เพื่อพัฒนาท้องถิ่นทั่วประเทศ เมื่อพื้นที่นั้น ๆ ได้ผลิตผลเป็นจำนวนมาก ก็จะขยายพื้นที่เพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับการเสด็จออกเยี่ยมเยียนประชาชนทั่วทุกภาค ทำให้พระองค์ทรงเห็นปัญหาการทำมาหากินของราษฎร พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่ออาชีพเกษตรของประชาชน ดังพระราชดำรัสว่า “ชาวไร่ชาวนา คือกระดูกสันหลังของประเทศ” พระองค์ทรงมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาให้ราษฎรอยู่ดีมีสุข มีร่างกายแข็งแรงสุขภาพดีถ้วนหน้า ดังนั้น นับแต่ พ.ศ.2495 เป็นต้นมา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงเริ่มทั้งการเพาะปลูกและการเลี้ยงปลาน้ำจืด ทรงนำพันธุ์ปลาหมอเทศจากปีนังมาทดลองเลี้ยงขยายพันธุ์ในบ่อน้ำที่วังสวนจิตรลดา เมื่อได้จำนวนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว จึงพระราชทานให้กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ ทำให้ราษฎรได้ขยายเลี้ยงปลาหมอเทศ เป็นทั้งอาหารโปรตีนราคาถูก และนำไปขายเป็นรายได้ของครอบครัว เพราะปลาชนิดนี้เลี้ยงง่าย และขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ต่อมา “เจ้าชายอากิฮิโต” (สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต) แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายพันธุ์ปลาญี่ปุ่น แต่มีชื่อเป็นภาษาลาตินว่า Tilapia Nilotica จำนวน 50 ตัว พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้สั้น ๆว่า “ปลานิล” พระองค์ทรงเลี้ยงเพาะพันธุ์ในบ่อซีเมนต์ในวังสวนจิตรลดา และขยายพันธุ์เลี้ยงในบ่อใหญ่ เพียง 1 ปี พระองค์พระราชทานลูกปลา จำนวน 110,000 ตัว แก่กรมประมง เพื่อให้แจกจ่ายสถานีประมงทั่วประเทศ แล้วเพาะพันธุ์แจกจ่ายประชาชนให้นำไปเลี้ยง เป็นทั้งอาหารและทำให้มีรายได้เข้าครอบครัว เพราะปลานิลเป็นปลาเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว มีเนื้อมาก แต่ก้างน้อย จึงเป็นปลาเศรษฐกิจ ทำรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่ง ในปี พ.ศ.2510 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้ขอพระราชทานพันธุ์ปลานิล ซึ่งเป็นปลาที่อุดมด้วยโปรตีน ไปบริจาคให้ชาวบังกลาเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังขาดแคลนอาหาร พระองค์พระราชทานปลานิล 500,000 ตัว เป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์รว่มโลกอีกด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย พระองค์ทรงมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากเกี่ยวกับการทำนา เช่น การจัดการชลประทาน การอนุรักษ์ดิน อนุรักษ์น้ำ ด้วยการปลูกหญ้าแฝกรักษาดินและน้ำ ทรงสนับสนุนให้ทำการเกษตรแบบปลูกพืชไร่ผสมผสาน หรือทำการเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ ในปี พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือ “พิธีแรกนาขวัญ” ในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม โดยพระยาแรกนาจะตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่ง 3 ผืน ที่มีความยาวแตกต่างกันสำหรับใช้พยากรณ์หาปริมาณน้ำฝนสำหรับทำนา เช่น ถ้าหยิบผ้าถุงขนาดสั้นขึ้นมา พยากรณ์น้ำจากธรรมชาติว่าน้ำจะมาก ถ้าหยิบได้ผ้าถุงขนาดยาวน้ำจะน้อย และถ้าหยิบได้ผ้าถุงขนาดกลางน้ำจะพอดีต่อการเกษตร พระโคที่ใช้ในพระราชพิธีแรกนาขวัญเสี่ยงทายกินของ 7 สิ่ง คือ ข้างเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ซึ่งการพยากรณ์นี้เป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจแก่อาชีพเกษตรกร และวันนี้ยังถือเป็น “วันเกษตรแห่งชาติ” ประจำปีอีกด้วยในปีแรกการทดลองปลูกข้าวในสวนจิตรลดา พระองค์ทรงปฏิบัติควบคุมการทำนาด้วยพระองค์เอง ทรงเลือกปุ๋ยบำรุงต้นข้าวด้วยพระองค์เอง ทรงทำวิจัยพันธุ์ข้าว และทรงผสมข้าวข้ามพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศของประเทศไทย ปี พ.ศ.2506 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มโครงการโคนมในสวนจิตรลดา เพราะทรงเห็นว่านมเป็นอาหารที่จำเป็นต่อเยาวชน ซึ่งร่างกายจะแข็งแรงเจริญเติบโตมีร่างกายสูงใหญ่ เด็กควรได้ดื่มนม พระองค์เริ่มต้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 30,000 บาท และพระราชทานโคนมพันธุ์ผสมระหว่างยุโรปกับเอเชีย 6 ตัว ให้แก่กรมปศุสัตว์ร่วมกับเอกชน ทรงจัดตั้งโรงโคนมสวนจิตรลดา เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่การเลี้ยงโคนมอย่างถูกวิธี มีการสาธิตให้ความรู้แก่เกษตรกรเลี้ยงโคนมด้วย ปี พ.ศ.2512 ทรงตั้งโรงงานผลิตนมผงแห่งแรกในสวนจิตรลดา ดังพระราชดำรัสว่า “โรงงานนี้เป็นตัวอย่าง และจะดำเนินการเป็นตัวอย่างสำหรับกสิกรและผู้ที่สนใจในการผลิตนมในประเทศไทย โรงงานนี้เป็นแห่งแรกที่ทำขึ้นในเมืองไทย และก็เป็นที่น่าภูมิใจว่าคนไทยได้ออกแบบ และเป็นผู้สร้าง ขอให้ถือว่าโรงงานนี้เป็นโรงงานตัวอย่าง ใครอย่างได้ความรู้ ใครอยากที่จะทำกิจการโคนมให้สำเร็จ ให้ก้าวหน้า และเป็นประโยชน์แก่ตน แก่เศรษฐกิจของบ้านเมือง ก็ให้มาดูกิจการให้ทุกเมื่อ” ปี พ.ศ.2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้โรงงานสวนจิตรลดาเป็นศูนย์รวมนมผง เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์โคนมที่ขาดทุน โดยการรับซื้อนมดิบที่ผลิตนมได้มากจนล้นตลาด เพื่อนำไปผลิตนมผง โรงงานนมสวนจิตรลดา มีการติดตั้งเครื่องแยกไขมันจากน้ำนม มีกำลังผลิตไขมันเนย 2,000 ลิตรต่อชั่วโมงโรงงานผลิตนมผงในสวนจิตรลดา จึงมีความสำคัญ ช่วยพยุงราคา หากนมสดมีมากเกินตลาดต้องการ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ จึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเป็นอย่างยิ่ง 7. ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานอยู่อาศัย ไม่ว่ามนุษย์ยุคใด จะยึดพื้นที่ใกล้แม่น้ำลำคลองเป็นที่อยู่และทำมาหากิน เพราะแม่น้ำลำคลองเป็นแหล่งเกิดที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ ต่อมามนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น ป่าไม้ถูกทำลายเพื่อบุกรุกเป็นแหล่งที่อยู่ และการประกอบอาชีพ เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย ย่อมกระทบกระเทือนแหล่งเกิดแม่น้ำลำคลองตามมา เช่น เกิดความแห้งแล้งฝนไม่ตกตามฤดูกาล หรืออาจเกิดอุทกภัยในฤดูฝนเพราะขาดป่าไม้ที่จะซึมซับน้ำ ความเดือดร้อนย่อมเกิดขึ้นกับประชาชนแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดความแห้งแล้งหรืออุทกภัยน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบดีว่า หากฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือหากฝนตกมากเกินประมาณ ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ จนเกิดภาวะน้ำหลากท่วมที่อยู่อาศัย และท่วมพื้นที่เกษตรเสียหาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยนำโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ เข้าไปดำเนินการ เพื่อหยุดยั้งการทำลายป่า เช่น โครงการพัฒนาชาวเขา โครงการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธาร โครงการปลูกป่าทดแทน และโครงการอาชีพเสริม เป็นต้น การอนุรักษ์แหล่งน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อว่า “ทฤษฎีป่าเปียก” สำหรับแก้ปัญหาการเกิดไฟไหม้ป่าในฤดูแล้ง ได้พระราชทานคำแนะนำให้น้ำจากป่าไหลลึกลงไปใต้ดิน รักษาหน้าดินให้มีความเปียกชื้น เพื่อรักษาป่าไว้ได้ ความชุ่มชื้นและแหล่งน้ำก็เกิดขึ้นทั้งตามธรรมชาติและเกิดจากการเก็บกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร อุปโภค และบริโภคการพัฒนาแหล่งแหล่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงมีอยู่ทั่วไปในประเทศ เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร โครงการบรรเทาอุทกภัย โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนัง เป็นต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยในทรัพย์กรน้ำตลอดมา ทางหาวิธีบรรเทาความเดือดร้อนจากภัยแล้ง และบรรเทาทุกข์จากน้ำท่วม ดังโครงการพัฒนาลุ่มแม่น้ำปากพนัง ซึ่งก่อนนั้น ลุ่มน้ำแห่งนี้เคยเป็นเมืองท่าค้าขายมีชื่อเสียงในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่มักจะถูกน้ำทะเลหนุนเกิดน้ำท่วม ทำให้ดินเค็ม สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร จึงทรงให้สร้างประตูเก็บกักน้ำจืด 72 ล้านลูกบาศก์เมตร และป้องกันน้ำทะเลมิให้เข้าสู่พื้นที่ในโครงการ ซึ่งมีพื้นที่ 1.9 ล้านไร่ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการเพาะปลูกในเวลาต่อมา โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในปี พ.ศ.2537 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสร้างเขื่อนดินยาวที่สุดในประเทศไทยตามพระราชดำริ คือ ยาว 4,860 เมตร กว้าง 187 เมตร สูง 36.50 เมตร สามารถเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรได้ 960 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้พระราชทานชื่อเขื่อนนี้ว่า “เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์” เพื่อเป็นแหล่งเก็บน้ำในฤดูมรสุม และยังบรรเทาอุทกภัยได้เป็นอย่างดี พ.ศ.2538 ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง ทำให้พื้นที่ภาคกลางจมอยู่ใต้น้ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสถึงเหตุที่มาของโครงการแก้มลิงว่า “เมื่ออายุ 5 ขวบ มีลิง เอากล้วยไปให้มันก็ เคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว แล้วใส่ในแก้มลิง ตกลง “โครงการแก้มลิง” นี้มีที่เกิดเมื่อเราอายุ 5 ขวบ เมื่ออายุ 5 ขวบ ก็นี่เป็นเวลา 63 ปีมาแล้วจะต้องทำ แก้มลิง เพื่อที่จะเอาน้ำไปเก็บไว้ เวลาน้ำทะเลขึ้นไม่สามารถที่จะระบายออก เมื่อไม่สามารถระบายออก น้ำทะเลก็ขึ้นมาดัน ขึ้นไปตามแม่น้ำขึ้นไปเกือบถึงอยุธยา ทำให้น้ำลดลงไม่ได้ แล้วเวลาน้ำทะเลลง น้ำที่เอ่อขึ้นมานั้นก็ไม่สามารถที่จะกลับเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่วมต่อไป จึงต้องมีแก้มลิง เราพยายามที่จะเอาน้ำออกมาเมื่อมีโอกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนจากน้ำท่วม จึงพระราชทานโครงการแก้มลิง ซึ่งมีการจัดสร้างประตูน้ำและสถานีสูบน้ำติดตั้งไว้ปลายทาง ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา มีการขุดลอกคูคลอง และขยายคลองให้น้ำระบายได้สะดวก เพื่อเก็บกักน้ำและควบคุมสวนเกินของน้ำจากทางทิศเหนือคลองรังสิต ไปจนถึงคลองด่าน ทางทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ มีการลอกคลอง ขยายคลองให้ลึกและกว้างแล้วกำจัดขยะและพืชน้ำจำพวกผักตบชวาที่กีดขวางการไหลของน้ำในฤดูน้ำหลาก ทำให้น้ำไหลลงสู่ทะเลได้สะดวกโครงการแก้มลิงได้จัดทำขึ้นบริเวณตอนล่างของแม่น้ำท่าจีน คลองมหาชัย-สนามชัย และคลองสุนัขหอน ในเขตจังหวัดสมุทรสาคร ไปจนถึงด้านตะวันตกของกรุงเทพฯ รวมทั้งพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ด้านตะวันออก ทำให้น้ำไหลระบายลงทะเลได้สะดวกขึ้น เขื่อนขุนด่านปราการชล เพราะอาชีพประชาชนภายในประเทศส่วนมาเป็นเกษตรกร ปัญหาเรื่องน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ ล้วนเป็นโครงการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศอยู่ดีกินดี ภายใต้ปรัชญาบ่งชี้ถึงแนวทางการดำรงชีพอย่างเศรษฐกิจพอเพียง เขื่อนขุนด่านฯ จังหวัดนครนายก อยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลาง ลุ่มน้ำนครนายก อันเป็นลุ่มน้ำสาขาหนึ่งของลุ่มแม่น้ำบางปะกง ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านนา อำเภอปากพลี และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก มีพื้นที่ประมาณ 2,430 ตารางกิโลเมตร ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกงที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แม่น้ำนครนายกตอนบนมีต้นน้ำกำเนิดอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ปริมาณน้ำประมาณร้อยละ 93 ไหลลงทะเล หรือก่อให้เกิดอุทกภัยในฤดูน้ำหลาก และเกิดภาวะความแห้งแล้งในฤดูแล้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2536 ให้สร้างอ่างเก็บน้ำที่แม่น้ำนครนายก ซึ่งกรมชลประทานได้พิจารณาวางโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เพื่อบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดนครนายก และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตร เป็นแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและแก้ปัญหาดินเปรี้ยว โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ก่อสร้างเขื่อนขุนด่านฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในวงเงิน 10.193 ล้านบาท โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์เขื่อนขุนด่านฯ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2544 เขื่อนขุนด่านฯ มีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากเขื่อนทั่วๆไป คือ สร้างโดยทฤษฎีคอนกรีตบดอัดที่ใหญ่และยาวที่สุด มีบางส่วนผสมเถ้าลอยของลิกไนต์ หินเบอร์ 1, 2 และ 3 ปูนซีเมนต์ ทราย และน้ำ แล้วนำเข้าโรงงานเพื่อคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงนำมาบดอัดด้วยรถบดแบบสั่นสะเทือน ชั้นละ 20 เซนติเมตร จนได้ความสูงที่ต้อง รวมเป็นปริมาตรที่บดอัดทั้งสิ้น 4,819,054 ลูกบาศก์เมตร มีความสูง 93 เมตร ยาว 2,594 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ถึง 224 ล้านลูกบาศก์เมตร หากสร้างเขื่อนนี้เป็นเขื่อนดิน จะต้องใช้ปริมาณดินเป็นจำนวนมาก เพราะต้องการฐานรากที่กว้างมากเพื่อรับแรงดันของน้ำ และหากสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีต จะต้องใช้งบประมาณสูงมากเขื่อนขุนด่านฯ สร้างขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยแบบลุ่มน้ำนครนายก โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ติดตั้งระบบโทรมาตร (Tele-Metring) SCADA เป็นเครื่องมือ สำหรับแจ้งข้อมูลปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำที่เกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อประกอบการพิจารณาและเตรียมการบริหารจัดการปริมาณน้ำของคลองท่าด่านที่จะไหลเข้ามาในอ่างเก็บน้ำ เขื่อนขุนด่าน ฯ เมื่อสร้างแล้วเสร็จ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการส่งน้ำสำหรับการเกษตร ในพื้นที่ 185,000 ไร่ เกษตรกรได้รับผลประโยชน์ 96 หมู่บ้าน 9,104 ครัวเรือน และสามารถแก้ปัญหาดินเปรี้ยวได้ไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนไร่ ทั้งใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 16 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังช่วยผลักดันน้ำเค็มไม่ให้ไหลเข้าเขตเกษตรกรรม บรรเทาอุทกภัยได้เป็นอย่างดี และยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขนาดใหญ่ของจังหวัดนครนายก และสามารถติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 10 เมกกะวัตต์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนได้อีกด้วย ตายังทำงานของตาอย่างมุ่งมั่นกับงานเขียนหนังสือที่ตารัก หากจะเรียกไปแล้ว น่าจะเรียกว่าพิมพ์หนังสือ เพราะตาหันมาใช้คอมพิวเตอร์แทนพิมพ์ดีดตามบอกกับผมว่า “การทำงานของตาก็มีพัฒนาตามยุคสมัย เริ่มแรกตาเขียนด้วยมือ พอเขียนมากเข้าก็เมื่อยมือลงทุนซื้อพิมพ์ดีดมาพิมพ์ต้นฉบับ พอต่อมาจึงพัฒนามาใช้คอมพิวเตอร์” นับว่าตาพัฒนาการทำงานมาเรื่อย ๆ ตาจึงเป็นคนแก่ไม่ตกยุคเพราะอยู่กับหนังสือทุกวันได้ทันข่าวสารต่างๆ ตาเคยบอกผมว่า อ่านมากก็รู้มาก แล้วนำความรู้ที่เป็นประโยชน์กับตัวเองมาเขียน พลอยเกิดประโยชน์ทั้งแก่สังคมและตนเอง คนอ่านหนังสือจึงเป็นคนเปิดประตูโลกกว้าง ให้ตัวเองเห็นไกลออกไป หากจะเรียก “การอ่าน คือ ชีวิต” ก็ไม่ผิดแน่นอน เพราะการอ่านเป็นบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้ ดังพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2504 ความว่า “...การศึกษาเล่าเรียนเป็นเรื่องที่ไม่มีสิ้นสุด ผู้ปรารถนาความเจริญในการประกอบกิจการงาน จะต้องหมั่นเอาใจใส่ แสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้ล้าสมัยหย่อนสมรรถภาพไป” “เอก..ไม่อยากเป็นคนล้าสมัย ก็ต้องศึกษาต้องอ่านให้มาก” ตาว่า “ครับ ผมจะทำตามพระบรมราโชวาท และตาก็เป็นแบบอย่างให้ผมด้วย” ผมบอกด้วยน้ำเสียงมาดมั่น ก่อนจะถามต่อว่า “ตาครับ โครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีเท่านี้หรือครับ” ผมทอดสายตาอยู่กับแผ่นกระดาษงานพิมพ์ของตา ที่ผมมีหน้าที่อ่านตรวจทานให้“โอ้...ไม่หรอกเอก โครงการตามแนวพระราชดำริมีมากมายหลายพันโครงการ หากจะค้นมาเขียนจะได้หนังสืออีกหลายเล่ม เพราะพระองค์ทรงตระหนักถึงความเป็นอยู่ของเกษตรกรซึงเป็นคนส่วนมาก ทุกภาคของประเทศมีโครงการตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำ เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า “น้ำคือชีวิต” สิ่งที่ทำให้คน พืช สัตว์ มีชีวิตอยู่ได้ ตาค้นคว้ามาเขียนพอสังเขปเท่านั้น” พูดจบตากันหน้าเข้าหาจอคอมพิวเตอร์ให้หลานชายคนโปรดอ่านต้นฉบับส่วนที่ปรินต์ออกจากคอมพิวเตอร์ การอ่านตรวจทานต้นฉบับให้ตาก็เป็นการศึกษาของผมอีกทางหนึ่ง ก่อนที่จะเริ่มหัวข้อใหม่ ตาได้อัญเชิญกระแสพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม 2516 ดังความว่า “ทุกคนจะเป็นนักเรียน จะเป็นนักศึกษา จะเป็นครูในสถาบันใดก็ตาม ตลอดจนประชาชนทั่วไปก็จะต้องสำนึกถึงข้อนี้ ซึ่งสำคัญ คือ คนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด มีศาสนาใด มีอาชีพใด ย่อมต้องช่วยซึ่งกันและกัน ช่วยกันอุ้มชูชาติบ้านเมือง คือ ส่วนรวมให้อยู่ได้” และพระราชดำรัสในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตร และรางวัลแก่นักเรียน ในงานประจำปีโรงเรียนจิตรลดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม 2521“นักเรียนเวลาเป็นนักเรียนก็ถือว่าเป็นเด็ก เมื่อจบการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะว่าจะต้องไปต่อสู้เอง ไม่มีการดูแลโดยใกล้ชิดเท่ากับเมื่ออยู่ในโรงเรียน และยังถือเป็นเด็กนักเรียน คำว่าเด็กนักเรียนนี้บางคนอาจไม่ชอบให้ใช้คำว่า “เด็ก” เพราะว่านึกว่า “เด็ก” นี้ เป็นการดูถูกเมื่อเปรียบเทียบกับ “ผู้ใหญ่” ผู้ใหญ่เหมือนเป็นผู้ที่ใหญ่โตแล้วไม่ต้องถูกดูไม่ต้องถูกเตือน เมื่อเป็นเด็กก็ต้องถูกดุ ถูกเตือน คำว่า “ถูก” นี้ ฟังดูไม่ค่อยดี เหมือนว่ามีการบังคับจิตใจ แต่หากว่าถ้าไม่มีการบังคับจิตใจ พวกเราทุกคนจะเป็นผู้ใหญ่หรือเป็นเด็กอยู่ได้อย่างไร จะต้องมีการบังคับ มีแตกต่างอยู่ที่ว่า ถ้าผู้อื่นบังคับมันคับใจ แต่ว่าเมือพ้นจากสภาพเป็นทางการว่าเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่แล้วยังต้องถูกบังคับ ผู้อื่นบังคับก็มี แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ตัวเองจะต้องบังคับตัวเอง” 8. ด้านการคมนาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในพสกนิกรของพระองค์ในทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องใดเลยที่จะทรงเพิกเฉย เรื่องมลภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ พระองค์ทรงช่วยหาทางแก้ไข เช่น การติดขัดทางจราจรรถยนต์ในเมืองใหญ่ ๆ อย่างกรุงเทพฯ พระองค์ก็ทรงห่วงใยในสุขภาพของประชาชน ซึ่งไม่ต่างพ่อผู้เป็นห่วงต่อความเป็นอยู่ของลูก ๆ การติดขัดของยวดยานบนถนนเป็นสาเหตุหนึ่งที่สร้างมลภาวะทางอากาศ เพราะขณะยวดยานติดพืดบนท้องถนน ย่อมเป็นการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนนอกไซต์ในอากาศเพิ่มจำนวนมากจนเกิดความไม่สมดุลของอากาศขึ้น ทรงมีพระราชดำรัสให้นักวิชาการป่าไม้ช่วยกันวิจัยเสาะแสวงหาพันธุ์ไม้ ที่สามารถคายก๊าซออกซิเจนจากขบวนการสังเคราะห์แสงออกมาในอัตราสูง ซึ่งเป็นการเพิ่มความสมดุลของปริมาณออกซิเจน ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อนำไปแก้ไขวิกฤตทางจราจร เช่นโครงการสร้างถนนเลียบทางรถไฟสายธนบุรี เพื่อขยายเส้นทางจราจรอีกสายหนึ่ง เพื่อระบายยวดยานบนถนนายหลัก ไม่ตัดขัดจนเกินไป เพราะลดปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ อันเกิดจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงขณะรถติดขัดบนท้องถนน ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เพราะหายใจเอาก๊าซที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย การขยายเส้นทางจราจรให้ยวดยานเคลื่อนที่สะดวกนับเป็นการลดมลภาวะเป็นพิษทางอากาศได้เป็นอย่างดี โครงการขยายผิวจราจรบนถนนราชดำเนินกลาง ตรงบริเวณเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งพระนคร โครงการขยายผิวจราจรบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศและสะพานมัฆวานรังสรรค์ นอกจากนั้นยังมีโครงการสร้างถนนใต้ทางด่วนเชื่อมต่อถนนพระราม 9 และถนนเพชรบุรีตัดใหม่ นอกจากนี้ยังมีมีถนนอีกมากมายหลายสายที่ทรงโปรดฯ ให้ขยายเส้นทาง เชน โครงข่ายจตุรทศที่ประกอบด้วยโครงข่ายถนนแนวเหนือ-ใต้ของกรุงเทพฯ และโครงข่ายเส้นทางการจราจรโซนตะวันออก-ตะวันตกของกรุงเทพฯ โครงการทางด่วนลอยฟ้าเชิงสะพานพระปิ่นเกล้าฯ ถึงแยกพุทธมณฑลสาย 3 และโครงการปรับปรุงถนนสายต่างๆ มีมากมายในกรุงเทพฯ เพื่อให้เสนทางจราจรไม่ติดขัด ในเขตกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑลให้เบาบางลง ล้วนแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะนำ เพื่อแก้ปัญหาการติดขัดบนเส้นทางจราจรให้มีการเดินทางรวดเร็วขึ้น สร้างมลภาวะเป็นพิษทางอากาศให้ลดน้อยลง เหมาะต่อการหายใจไม่ให้เกิดพิษต่อร่างกาย และยังช่วยแก้ปัญหาการเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างไร้ประโยชน์ เป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอีกทางหนึ่งด้วย 9.ด้านสวัสดิการสังคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิต่าง ๆ เพื่อเป็นทุนให้กับนักเรียน นักศึกษา ที่เล่าเรียนดี มีความประพฤติดี สำหรับเป็นทุนให้ได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศทุกสาขาวิชา เช่น ทุนการศึกษาต่อด้านการแพทย์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น มีผู้ได้รับทุนมูลนิธิเรียนจบแล้วกลับมาบำเพ็ญประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย เช่น มูลนิธิอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าประเทศชาติยังขาดบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปวางพวงมาลา ณ พระรูปสมเด็จพระบรมราชชนกที่โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10,000 บาท แก่คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล สำหรับเป็นทุนช่วยเหลือการศึกษาของนักศึกษาแพทย์ ต่อมามีประชาชนได้ร่วมบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถเป็นมูลนิธิได้ มูลนิธิอานันทมหิดล จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2496 สำหรับเป็นทุนให้นักศึกษาแพทย์ผู้เรียนดีไปศึกษายังต่างประเทศ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งขึ้น ต่อมาเมื่อจำนวนเงินมากขึ้น มูลนิธิได้ขยายการพระราชทานทุนไปยังนักศึกษาสาขาวิชาชีพต่าง ๆ เช่น เกษตรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กฎหมาย เป็นต้น ปัจจุบันมีผู้สำเร็จการศึกษาด้วยทุนพระราชทานจากมูลนิธิอานันทมหิดลจำนวนมากมาย ผู้สำเร็จการศึกษาเหล่านั้นได้นำความรู้กลับมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองตามสาขาวิชาที่ตนเองได้ศึกษาจบ ทำให้ประเทศชาติมีบุคลากรพรั่งพร้อมด้วยความรู้อย่างเชี่ยวชาญ มาทำงานให้ชาติบ้านเมือง โดยไม่มีมีข้อผูกพันใด ๆ มูลนิธิชัยพัฒนา นับเป็นมูลนิธิที่เกิดขึ้นตามแนวโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนเริ่มแรก พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์นายกกิตติมศักดิ์ และยังทรงกำหนดตราสัญลักษณ์มูลนิธิด้วยพระองค์เอง มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นเพื่อการพัฒนาประเทศที่ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการของรัฐ แต่จะเข้าไปเสริมและประสานงานกับโครงการพัฒนาของรัฐให้ดำเนินงานลุล่วงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างมาก ปัจจุบันมูลนิธิชัยพัฒนาได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติร่วมสมทบทุนบริจาคทั้งเงินทอง ที่ดิน และสิ่งของอื่น ๆ จำนวนมากมูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2531 มาถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 20 ปี นับเป็นมูลนิธิหนึ่งที่มีจุดประสงค์ชวยเหลือประชาชนที่ได้รบความเดือดร้อนจากความยากจน และได้รับภัยพิบัติต่าง ๆ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ สาเหตุแห่งการจัดตั้งมูลนิธิ เพราะเมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม 2505 เกิดภัยธรรมชาติจากพายุโซนร้อน ชื่อ “แฮเรียต” ที่ถล่มแหลมตะลุมพุก และอีก 12 จังหวัดในภาคใต้ ประชาชนได้รับความเดือดร้อน มีทั้งเสียชีวิตจำนวนมาก ไร้ที่อยู่อาศัย และขาดทรัพย์สินดำรงชีพ แม้แต่เสื้อผ้าแทบไม่มีสวมใส่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีกระแสพระราชดำรัส ให้ภาครัฐทุกหน่วยงานเข้าไปช่วยเหลือประชาชนผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นอย่างรีบเร่ง พระราชทานทรัพย์และสิ่งของไปช่วยเหลือ และยังได้รับสั่งให้สถานีวิทยุ อส.พระราชวังดุสิต ประกาศเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนี้ด้วยมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติอื่น ๆ จนกระทั่งบัดนี้ มูลนิธิพระดาบส สาเหตุแห่งการจัดตั้งมูลนิธิพระดาบส เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริ ต้องการจะช่วยเหลือบุคคลทั่วๆไป ที่มีความตั้งใจอยากศึกษาเล่าเรียนด้านวิชาชีพ ขบวนขวายอยากมีความรู้เป็นอาชีพเลี้ยงตัวเอง แต่ยังขาดทุนทรัพย์และมีการศึกษาด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ รับไปดำเนินการในรูปของการศึกษานอกระบบ โดยมีครูอาสาสมัครโดยเสด็จพระราชกุศล ทำการสอนและฝึกอบรมโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เหมือนพระฤาษี หรือพระดาบสสอนศิษย์ในป่าดงพงไพรฉะนั้น เริ่มเรียนครั้งแรกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2519 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรมรุ่นแรก 9 คน วิชาที่สอนมี วิชาช่างไฟฟ้า ช่างวิทยุ เพราะเป็นวิชาที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของคนทั่วไปที่จะต้องรู้ เพื่อฝึกทักษะเพียงพอที่จะออกไปแสวงหาอาชีพด้านนี้ได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นการอุดหนุนเดือนละ 5,000 บาท โปรดเกล้าฯ ให้ใช้สำนักพระราชวัง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสามเสน ตรงกันข้ามกับหอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี เป็นสถานที่ศึกษาอบรม และทรงพระราชทานนามว่า “โครงการพระดาบส”หลังจากพระราชทานพระบรมราชานุญาตใหจดทะเบียนเป็นโรงเรียนผู้ใหญ่พระดาบส สังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2532 โรงเรียนพระดาบสค่อย ๆ เจริญและขยายขอบข่ายการศึกษาอบรมออกไปอย่างกว้างขว้าง ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็น “มูลนิธิพระดาบส” เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 เป็นต้นมา มูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มแรกจัดตั้งเป็นกองทุน เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมโรงพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อน พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะไม่ให้มีโรคร้ายที่สังคมรังเกียจนี้ในประเทศไทย พระองค์ได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารสำหรับผู้เป็นโรคเรื้อน ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วย และทรงช่วยเหลือครอบครัวผู้ป่วยด้วยโรคที่สังคมรังเกียจต่อมาในปี พ.ศ.2503 กระทรวงสาธารณสุขได้ขอพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนสถานะกองทุนเป็น “มูลนิธิ” ได้รับพระราชทานนามว่า “มูลนิธิราชประชาสมาสัย” อยู๋ภายใต้พระบรมราชานุเคราะห์เรื่อยมา มูลนิธิสายใจไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสว่า “ไม่มีใครอยู่ได้ตามลำพัง หากคนหนึ่งมีอันเป็นไป คนอื่น ๆ ก็จะมีอันเป็นไปด้วย” สาเหตุการจัดตั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งมูลนิธิสายใจไทยขึ้นช่วยเหลือข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน และอาสาสมัครที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการจากการทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองตามแนวชายแดน หรือรักษาความมั่นคงภายใน ในระหว่างมีปัญหาจากผู้ก่อการร้ายในบ้านเมือง และยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของเอกชน และบุคคลทั่วไป ร่วมสละบริจาคเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก ก่อนนั้นมูลนิธิเพียงดำเนินการจัดหาทุนช่วยเหลือประชาชน ตำรวจ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในการสู้รบตามแนวชายแดน ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมทั้งให้ทุนการศึกษาแก่ทายากผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้นด้วยมูลนิธิสายใจไทยได้รับสนับสนุนจากองค์กรและบุคคลต่าง ๆ โดยเสด็จพระราชกุศลตามรอยเบื้องพระยุคลบาท จนกลายเป็นมูลนิธิขนาดใหญ่คู่สังคมไทยตลอดมา ทุนเล่าเรียนหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯให้ฟื้นฟูพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงริเริ่มสนับสนุนและส่งเสริมเยาวชนไทย ได้มีโอกาสไปศึกษาเหล่าเรียนยังต่างประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองด้านวิชาการต่าง ๆ เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาชาติไทยให้ทันสมัย สาชาวิชาที่ทรงส่งเสริมโดยส่งนักเรียนไทยไปศึกษาเล่าเรียน มี 9 สาขาวิชา เช่น วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ชีววิทยา เคมี รัฐศาสตร์ ภาษา และวรรณคดี กฎหมาย วิศวกรรมศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ กระทั่งบัดนี้ได้ผลิตผู้มีความรู้และเชี่ยวชาญสาขาวิชานั้น ๆ กลับมาพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญยิ่งขึ้นเป็นจำนวนมาก 10. ด้านความมั่นคงของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นกษัตริย์นักประชาธิปไตยที่แท้จริง พระองค์ทรงเป็นพระประมุขอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยมอบอำนาจอธิปไตยให้ฝ่ายบริหาร แก่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี มอบอำนาจนิติบัญญัติให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา และมอบอำนาจตุลาการให้ประธานศาลฎีกาและผู้พิพากษา การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลง โดยการยึดอำนาจ ด้วยการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เพื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ ถึงขั้นเกิดวิกฤตทางการเมืองหลายครั้งหลายคราจนกลายเป็นจลาจลปะทะกันระหว่างนักเรียน นักศึกษา และประชาชนกับฝ่ายทหาร โดยใช้อาวุธปราบปรามคลื่นประชาชน รวมทั้งนิสิต นักศึกษา จนเสียเลือดเนื้อเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่เรียกว่า “วันมหาวิปโยค” จากมูลเหตุความขัดแย้ง เนื่องมาจากฝ่ายนิสิตนักศึกษา ในนามศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และประชาชนเกิดความไม่พอใจในการก่อรัฐประหาร โดยการนำของ จอมพล ถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 ความไม่พอใจเริ่มทวีความรุนแรง มีการเปิดเวทีวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของคณะรัฐบาลออกไปอย่างกว้างขวาง มีการประชุมประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจการปกครองให้แก่ประชาชน ฝ่ายรัฐบาลจับแกนนำผู้ชุมนุมไปคุมขัง สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ประท้วงเป็นอย่างมาก ทั้งนิสิตนักศึกษาและประชาชนเกิดความไม่พอใจการกระทำของคณะรัฐบาล ผู้คนต่างมาร่วมชุมนุมนับแสนจนเหตุการณ์เริ่มตึงเครียด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าเหตุการณ์จะกลายเป็นสงครามประชาชนกับทหารผู้ถืออาวุธในมือ พระองค์ทรงให้แกนนำคณะกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเข้าเฝ้า เพื่อรับพระราชทานคำปรึกษา หลังจากนั้นกลุ่มประชาชน นิสิตนักศึกษายอมสลายตัวโดยดี แต่ระหว่างนั้นเกิดเหตุการณ์ปะทะกันขึ้นกับทหารและตำรวจบางส่วนที่มาคุมสถานการณ์ มีผู้บาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก กลายเป็นจลาจลรุนแรงอย่างคาดไม่ถึง มีประชาชนและนิสิตนักศึกษาบางส่วนได้ตัดสินใจหนีตาย เพื่อเข้าเฝ้าขอพึ่งพระบารมีในเขตพระราชวังสวนจิตรลดารโหฐาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมาตรัสถามถึงเหตุการณ์ความเป็นไป และทรงรับสั่งให้สำนักพระราชวังนำอาหารและน้ำดื่มมาแจกจ่ายผู้เดือดร้อนเหล่านั้นทุกคน ก่อนเหตุการณ์จะเกิดลุกลามวิกฤตมากกว่านี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชทานกระแสรับสั่งทุกฝ่ายผ่านสถานีโทรทัศน์ดงใจความว่า “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยคที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดระยะเวลา 6-7 วันมานี้ได้มีการเรียกร้องและเจรจากัน จนกระทั่งนักศึกษาและประชาชนทำข้อตกลงกันได้ แต่แล้วมีการขว้างระเบิดขวดและยิงแก๊สน้ำตาขึ้น ทำให้เกิดมีการปะทะ และมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน มีคนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิตนับร้อย เราขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง ด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด ยังความสงบสุขเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศ และประชาชนชาวไทยทั่วหน้ากัน” กระแสพระราชดำรัสวันนั้น ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปสู่ความสงบ จอมพล ถนอม กิตติขจร พันเอก ณรงค์ กิตติขจร และจอมพล ประภาส จารุเสถียร ได้ลาออกจากตำแหน่ง และเดินทางหนีออกนอกประเทศ เหตุการณ์ร้ายกลับคืนสู่สภาพปกติ เหตุการณ์เลวร้ายทางการเมืองของประเทศไทยมิใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งนั้น ความคิดขัดแย้งก่อให้เกิดปัญหาเช่นนั้นอีก ในช่วง พ.ศ.2518-2519 ในสภาวะทางการเมืองที่แยกแยกก่อให้เกิดความระส่ำระสายบ้านเมืองไม่สงบ และช่วงนั้นภัยคอมมิวนิสต์ก็คุกคามทั้งเขตในเมืองและชนบทพล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ ได้เข้าเฝ้า ฯ และกราบบังคมทูลเหตุการณ์บ้านเมืองว่า หากปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นเช่นนี้ ระบบคอมมิวนิสต์อาจแทรกซึมภายใน ทำให้เกิดการแบ่งแยกดังทีเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว ทหารควรทำปฏิวัติ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้รับสั่งตรง ๆ ทรงแนะว่า ให้คิดเอาเองควรจะทำอย่างไร พล.ร.อ. สงัด กราบบังคมทูลว่า ทหารมิได้ตั้งใจจะเป็นใหญ่ หากยึดอำนาจได้แล้ว จะคืนอำนาจให้ประชาชนดังเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสนับสนุนใคร เพียงแต่รับสั่งว่า หากจะคิดทำอะไรควรปรึกษานักกฎหมาย หลังเกิดวิกฤตทางการเมืองครั้งที่ 2 ซึ่งตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ยังมีตัวอย่างเนื่องจากเกิดวิกฤตทางการเมือง เพราะประชาชนเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคาม ก่อให้เกิดเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” มีการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 พฤษภาคม 2535 ภายหลังจากคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หลังการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองบางพรรครวมตัวกัน เชิญผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประชาชนทั้งประเทศเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงมีการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง จนวันที่ 15 พฤษภาคม 2535 ฝูงชนผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวจากบริเวณท้องสนามหลวง ไปยังรัฐสภา เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง แล้วมีการปฏิรูปการเมืองใหม่แต่ระหว่างผู้ชุมนุมประท้วงเคลื่อนขบวนบนถนนราชดำเนินได้เกิดปะทะกับทหาร ก่อให้เกิดจลาจลขึ้นทันที เพื่อป้องกันความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินที่คนไทยเข่นฆ่าประหัตประหารกันเอง มีการประกาศกฎอัยการศึกวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้า คือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อคลี่คลายการชุมนุมจนเกิดการจลาจลให้ยุติลง ผู้นำทั้งสองฝ่ายน้อมรับและนำพระราชดำรัสมาปฏิบัติ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “.....แล้วใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือ ต่างคนต่างแพ้ ผู้ทีเผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ สู้กันไปก็มีแต่แพ้ทั้งสองฝ่าย จะมีประโยชน์อะไรกับชัยชนะบนกองซากปรักหักพับของบ้านเมือง...” “ยามบ้านเมืองเกิดวิกฤตทางการเมือง พระเจ้าอยู่หัวทรงช่วยคลี่คลายผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ทุกครั้งเลยนะตา” ผมเงยหน้าขึ้นพูดกับตา หลังจากอ่านตรวจทานต้นฉบับให้ตาอย่างมีสมาธินานพอสมควร “ถูกแล้ว” ตาหันหน้าสบตากับหลานชาย ก่อนจะพูดต่อมาว่า “พระราชกระแสของพระองค์ท่าน ช่วยเตือนสติให้ทุกฝ่าย ให้นึกถึงประเทศชาติส่วนรวม ทำให้เหตุการณ์จลาจลที่กำลังจะลุกลามกลับคืนสู่สภาพสงบทุกครั้ง...” “แล้ววิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พระองค์ทรงได้คลี่คลายเหตุการณ์อย่างไรครับตา” ผมถามเพื่อความเข้าใจอีกครั้ง “เอก..อ่านต้นฉบับที่ตาพิมพ์ไว้หมดหรือยัง” “ยังครับ” ผมตอบสั้นๆ “เออ...ถ้ายังอ่านไม่จบก็อ่านต่อ แล้วเอกจะได้คำตอบเมื่ออ่านชุดนี้จบ” ตาพูด“แล้วตาก็หันหน้าเข้าจอคอมพิวเตอร์พิมพ์ต้นฉบับต่อไป การทำงานอย่างมุ่งมั่นของตาเป็นแบบอย่างให้ผมเป็นอย่างดี ช่วงปี พ.ศ.2495 สภาพการเมืองไทยส่อแววแห่งความแตกแยกระหว่างพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาล โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี กับฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งล่าสุด อันเนื่องมาจากความไม่พอใจของประชาชนบางกลุ่มหลากหลายอาชีพ ไม่พอใจการบริหารงานของนายกรัฐมนตรี จนก่อให้เกิดความแตกยกทางความคิด และเป็นการเผชิญหน้ากัน เหตุการณ์เริ่มส่อเค้ามีแนวโน้มจะรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายใน 30 วัน พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ประกาศไม่ส่งนักการเมืองลงชิงชัยในสนามเลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับการต่อต้านจากนักวิชาการ และประชาชนบางกลุ่มที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งต้องการให้นายกรัฐมนตรีเว้นวรรคทางการเมือง และลาออกจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี เพื่อขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้มีเค้าความวุ่นวาย โดยเฉพาะภาคใต้ ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงมากพอจะได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้จะมีการเลือกตั้งซ่อมหลายครั้ง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และองค์กรเครือข่ายมีการเคลื่อนไหวเปิดการชุมนุมขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อกดดันให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่ง โดยหวังให้หลุดพ้นจากเสนทางการเมืองไปเลย... ในประเทศมีความแตกแยกทางความคิด โดยแตกออกเป็นสองฝ่าย กลุ่มหนึ่งสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกกลุ่มหนึ่งยังสนับสนุนนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นกลุ่มที่เทคะแนนเลือกตั้ง พ.ต.ท.ทิกษิณ ชินวัตร ในนามพรรคไทยรักไทย ทั้งสองฝ่ายเปิดเวทีชุมนุมตอบโต้กันด้วยวาจารุนแรง อย่างไม่มีฝ่ายใดอ่อนข้อให้แก่กัน บ้านเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจส่อเค้าตกต่ำ การลงทุนต่างประเทศไม่มั่นใจในคณะรัฐบาลของไทย การชุมนุมตอบโต้ของแต่ละฝ่าย นับวันจะรุนแรงกลายเป็นความแตกร้าวในแผ่นดิน พระบาทสมเด็งจพระเจ้าอยู่อยู่ทรงออกมาคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมือง ก่อนประวัติศาสตร์จะซ้ำร้อน ผ่านกระแสพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานแก่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด และผู้พิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2549 ดังใจความบางส่วนว่า การเลือกตั้งที่มีคนเดียวจากพรรคเดียวลงสมัครไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะเดียวกันก็ไม่ทรงเห็นด้วยกับแนวทางที่มีผู้พยายามเคลื่อนไหวให้ใช้มาตรา 7 เพื่อทูลขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้หัวหน้าศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญปรึกษาหารือกันเป็นการด่วนเพื่อหาทางแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ก่อนบ้านเมืองจะเดือดร้อนมากไปกว่านี้ ด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองไม่ถึงทางตัน เพราะทุกฝ่ายหลังรับแนวพระราชดำริใส่เกล้าฯ ทำให้ความขัดแย้งนั้นเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัดเจนเพราะพระบารมี และพระปรีชาสามารถแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้วิกฤตทางการเมืองแต่ละครั้งยุติลงด้วยดี ถ้าหากไม่มีพระองค์ท่าน บ้านเมืองจะตกอยู่ในวิกฤตทางการเมืองแต่ละครั้งยุติลงด้วยดี ถ้าหากไม่มีพระองค์ท่าน บ้านเมืองจะตกอยู่ในวิกฤตการณ์ใดนั้นคงเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่นมิใช่น้อย ควรที่เราชาวไทยทุกผู้ทุกนาม ควรตระหนักถึงความรักสามัคคีปรองดองกันไว้ ควรมองการเมืองและเล่นการเมืองอย่างเสียสละเพื่อส่วนรวม มิใช่หวังกองโกยเพื่อพวกพ้อง ความแตกต่างทางความคิดมีกันได้ ทว่าหากรวมแนวความคิดกันแล้ว คือ ความรักชาติ สู่การพัฒนามุ่งที่จุดหมาย สู่ความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองเป็นหลักนั่นต่างหาก..จึงจะเรียกว่า รักชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง จากหนังสือ “ในหลวงของปวงไทย” โดย โชติ ศรีสุวรรณ

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้ใช้พื้นที่สวนจิตรลดาเป็นที่ตั้งของโครงการส่วนพระองค์ โดยทรงจำลองความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพเกษตรในภาคต่าง ๆ เพราะพระองค์ทรงทราบความเดือดร้อนของราษฎร คราวใดที่พระองค์เสด็จฯไปเยี่ยมเยียนประชาชนทั่วภูมิภาคในประเทศ ผลการทดลองทำให้พระองค์ทรงรู้ถึงปัญหาต่าง ๆ อันเกิดกับประชาชนผู้ดำรงชีพเกษตรกร พระองค์ทรงแก้ปัญหาเหล่านั้นตรงเป้า ตามความต้องการของราษฎรไทย
โครงการส่วนพระองค์ จะเน้นถึงการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติและปัจจัยทางการเกษตรมาใช้สอยอย่างประหยัด รู้คุณค่า และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาช่วยศึกษาและทำการทดลองแล้วรวบรวมผลเพื่อเผยแพร่ให้เป็นประโยชน์และเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรทั่วไป ลักษณะโครงการมี 3 แบบ คือ
- เป็นโครงการทดลอง โดยการเก็บข้อมูลไว้เพื่อศึกษา และเพื่อผู้สนใจไปศึกษา
- เป็นโครงการตัวอย่าง มีตัวอย่างให้ผู้สนใจศึกษาอย่างแน่ชัด
- เป็นโครงการไม่หวังผลกำไรตอบแทน ไม่เน้นการกำไรหรือขาดทุน แม้จะมีโครงการใดขาดทุนก็ยังดำเนินต่อไป โดยพิจารณาจากโครงการที่มีกำไรมาจุนเจือโครงการขาดทุนโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นโครงการที่ไม่ใช่ธุรกิจแต่เป็นโครงการแบบกึ่งธุรกิจ
โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสวนราชการหลายหน่วยงาน เช่น ป่าไม้สาธิต ข้าวไร่ นาข้าวทดลอง บ่อเลี้ยงปลานิล โรงโคนมสวนจิตรลดา บ้านพลังแสงอาทิตย์ เครื่องอบแห้งพลังแสงอาทิตย์ ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หน่วยเพราะพันธุ์ไม้ โครงการปลูกผักโดยปราศจากดิน สวนพืชสมุนไพร และศูนย์คอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
โครงการแบบกึ่งธุรกิจ เป็นโครงการทดลองแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จัดจำหน่ายราคาย่อมเยา นำผลกำไรขยายกิจการต่อไป เช่น การผลิตนม ศูนย์รวมนมสวนจิตรลดา ผลิตน้ำกลั่น โรงเนยแข็ง โรงนมเม็ด โรงสีข้าวตัวอย่าง โรงน้ำผลไม้บรรจุกระป๋องสวนจิตรลดา โรงเพาะเห็ด โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น
สวนจิตรลดาจึงเป็นศูนย์รวมโครงการทดลองโครงการตามพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเกษตรกรอย่างเต็มที่ ทรงทำเพื่อไพร่ฟ้าประชาชนในแผ่นดินของพระองค์อย่างแท้จริง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า แหล่งน้ำและการชลประทาน มีความสำคัญต่อการเกษตร พระราชกรณียกิจด้านการบริหารจัดการน้ำและการชลประทาน จึงเป็นหัวใจหลักที่จะพัฒนาความเป็นอยู่เกษตรกรให้อยู่เย็นเป็นสุข ช่วยเหลือตัวเองได้ จนยืนอยู่บนขาของตน น้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ และมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำเกษตรกรรม ดังพระราชดำรัสว่า
“น้ำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานเกษตรกรรม ถ้าแก้ปัญหาในเรื่องแหล่งน้ำที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้แล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็จะพลอยดีขึ้นติดตามมา...”
หรือ“หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำคนอยู่ไมได้...”



1.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภค
นับเป็นโครงการที่มีมากกว่าโครงการอื่น ๆ โดยลักษณะของภูมิประเทศบางแห่งแห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภค แต่ทว่าบางแห่งมีน้ำมากเกินความต้องการทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำส่วนมากจะปรากฏการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือทำฝายทดน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำหรือสร้างฝายทดน้ำ ล้วนสร้างขึ้นเพื่อการจัดสรรน้ำไปใช้สำหรับการเพาะปลูกทั้งพืชไร พืชสวน ผักต่าง ๆ แม้แต่การเลี้ยงสัตว์ เช่น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ อ่างเก็บน้ำเขาเต่า ที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโครงการแรกตามพระราชดำริ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2506 เพื่อแก้ปัญหาแหล่งที่ขาดแคลนน้ำ เพื่อการเกษตรนั่นเอง
2. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร
เป็นโครงการสร้างฝายขนาดเล็ก ที่เรียกว่า “ฝายแม้ว” โดยจัดทำเป็นช่วง ๆ ชั้นระยะบนสายน้ำที่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกหรืออุปโภคบริโภค น้ำที่ถูกเก็บกักไว้เป็นระยะ ๆ ยังเป็นประโยชน์ต่อหน้าดิน เพราะน้ำค่อย ๆ ซึมผ่านผิวดินทำให้เกิดความชุ่มชื้น ต้นไม้เจริญงอกมงาม นับเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้อีกทางหนึ่ง โครงการประเภทนี้จะมีมากทางแถบภาคเหนือ และบางส่วนในภาคอีสาน
3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า
ตามชนบทที่มีน้ำมากพอ และเป็นแหล่งน้ำบนที่สูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สร้างท่อส่งน้ำไปหมุนกังหันเพื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก สำหรับไว้ใช้ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลความเจริญ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานบนดอยอ่างขาง ขนาดผลิตพลังไฟฟ้า 7 กิโลวัตต์ ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่




4.โครงการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม
โครงการนี้เป็นการจัดทำขึ้นเพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม ปริมาณน้ำท่วมขังทำการเพาะปลูกไมได้ผล ประชาชนในพื้นที่อยู่อาศัยด้วยความลำบาก เพราะน้ำท่วมในเขตชุมชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความลำบากของประชาชน จึงทรงมีพระราชดำรัสจัดทำโครงการระบายน้ำในเขตชุมชน ได้แก่ โครงการระบายน้ำพรุบาเจาะ และโครงการพัฒนาพื้นที่พรุแฆในภาคใต้และโครงการบรรเทาอุทกภัยระบายน้ำทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร
5.โครงการบรรเทาอุทกภัยโครงการตามพระราชดำ อันเนื่องจากความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วม ทำให้แม่น้ำลำคลองมีระดับน้ำสูงเอ่อล้นในฤดูน้ำหลาก เกิดความเดือดร้อนต่อความเป็นอยู่และอาชีพประชาชน เช่น พื้นที่เพาะปลูกน้ำท่วมสูง ก่อให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งพื้นที่อยู่อาศัยในเขตชุมชนน้ำท่วม จึงเกิดโครงการตามพระราชดำรุ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเหล่านี้ เช่น โครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนเก็บกักน้ำแม่งัดสมบูรณ์ชล เพื่อบรรเทาอุทกภัยป้องกันน้ำท่วมตัวเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น



โครงการร่วมมือที่หุบกะพง เป็นที่มาให้เกิดโครงการพัฒนาที่ดินอีกมากมายหลายโครงการเพื่อพัฒนาที่ดิน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มี่ที่ดินทำกินเป็นของตนเอง พระองค์ทรงมุ่งที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยการนำที่รกร้างว่างเปล่าหรือป่าหมดสภาพจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พัฒนาแหล่งดินเหล่านั้นให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ จากนั้นจึงนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินเข้าไปจับจองที่ดิน แล้วจัดสรรในรูปของสหกรณ์ โดยสมาชิกของสหกรณ์มีสิทธิ์ทำมาหากินบนที่ดินนั้นตลอดชั่วลูกชั่วหลาน แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำที่ดินนั้นไปซื้อขาย เพื่อป้องกันนายทุนเข้าไปใช้กรรมสิทธิ์เพื่อการยึดครองในที่ดินนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นห่วงพสกนิกรเรื่องที่ทำกิน ทรงพระราชทานที่ดินที่เป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้รัฐบาลนำไปปฏิรูปเพื่อแจกจ่ายเป็นเอกสิทธิ์ให้แก่ราษฎรผู้ไร้ที่ดินทำกิน เป็นจำนวนที่ดินมากกว่า 50,000 ไร่ ในเขตพื้นที่ 17 จังหวัด บริเวณที่ดินนั้นยังโปรดเกล้า ฯ ให้จัดสร้างถนน ขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำ แล้วฝึกอบรมให้ความรู้ชาวบ้าน จัดสรรเงินทุนเพื่อเป็นกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้ราษฎรเหล่านั้นมีความรู้ด้านการเกษตรและมีเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพอีกด้วย
อากาศที่ปลายฤดูฝนเย็นลง ลมพัดเอื่อยเฉื่อย บางครั้งพัดแรงจนต้นไผ่แนวรั้วกวัดแกว่งใบเรียว เสียดสีดังหวีดหวิว บางครั้งซู่ซ่าสลับกับเสียงเบียดลำออดแอด มะกอกป่าต้นใหญ่เริ่มใบเหลืองเหมือนกล้วยน้ำว้าจะสุก เมื่อเหลืองพร้อมกันทั้งต้นใบจะร่วมพรูราวกับถูกโปรยหว่าน การเริ่มสลัดใบของมะกอกป่าทำให้รู้ว่าฤดูหนาวจะเริ่มแล้ว
ตายังทำงานอย่างมุ่งมั่นทั้งที่วัยหกสิบกว่า นั่งทำงานติดต่อกันครั้งละหลายชั่วโมง ตารับผิดชอบในหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ จะหยุดพักก็ต่อเมื่องานที่ตาทำนั้นเสร็จไปส่วนหนึ่งตามที่ตั้งเป้าไว้ คือ ตอนหกโมงเย็น ตาจึงจะลงไปยืดแข้งยืดขา รดน้ำกล้วยไม้ และต้นไม้ดอกอื่น ๆ ที่ปลูกไว้แถวเรือนกล้วยไม้ ลีลาวดีเริ่มทิ้งใบ บางต้นออกดอกอวดสีสันสวยงามให้ตาและคนในบ้านชื่นใจยามว่างเว้นการงาน ลงมาเดินดูใบไม้ดอกที่ตาหามาปลูกไว้
การได้ทำงานช่วยตาทำให้ผมได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับพระราชกรณีกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทำให้ทราบว่าตลอดเวลา 60 ปีในการครองราชย์ พระองค์ทางงานหนักเพื่อประชาชน ไม่ว่าฤดูกาลใดพระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปเยี่ยมราษฎรทั่วราชอาณาจักร หมุนเวียนกันทุกปีตาบอกว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวโรกาสได้ทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ และได้สดับตรับฟังปัญหาอุปสรรค และความทุกข์ยากในการดำรงชีพของพสกนิกรด้วยพระองค์เอง ทั้งยังได้ทรงทราบถึงสภาพดินฟ้าอากาศ และภูมิประเทศของแต่ละภูมิภาคอย่างถ่องแท้ ทรงมีพระราชปรารถนาแน่วแน่ที่จะทุ่มเทพระสติปัญญา พระราชทรัพย์ และกำลังพระวรกาย เพื่อแก้ไขปัดเป่าความทุกข์ยากของประชาชนให้ลดน้อยลง ทั้งนี้ความกินดีอยู่ดี และความเจริญพัฒนาของประเทศชาติสืบไป
“ตาครับ ถ้าพวกเราคนไทยมีความมุ่งมั่นในหน้าที่การงานของตน ดังที่พระเจ้าอยู่หัวทรงทำให้เราเห็น บ้านเมืองของเราคงเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว ตาว่าจริงไหมครับ”“ฮือ เออพูเข้าท่า” ตาชมก่อนแล้วจึงพูดต่อมาว่า “จริงสิเอก..บ้านเมืองเรามีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นแบบอย่างพสกนิกรในทุกอย่างไม่ว่าคุณธรรม จริยธรรม ความขยันหมั่นเพียร หากทุกคนทำงานอย่างมุ่งมั่น การงานก็จะสำเร็จผล ไม่ว่าคนในเมืองหรือคนอยู่ในชนบทก็จะช่วยตนเองได้ พระองค์เสด็จไป ณ ที่ใด ไม่ว่าสถานที่นั้นจะทุรกันดารแค่ไหน ทรงมีกระแสพระราชดำรัสหรือพระบรมราโชวาท ให้ประชาชนพัฒนาอาชีพให้พอมีพอกิน ให้พึ่งตนเองได้ ค่อยเป็นค่อยไปตามกำลัง ไม่ต้องลงทุนมาก ใช้วิธีการง่าย ๆ โดยเฉพาะในชนบทควรเน้นอาหารหลักให้พอเพียง ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ปลา ผัก ผลไม้ และเป็ดไก่ เป็นต้น ต้องผสมผสานหลายอย่าง อย่าพึ่งพาเพียงอย่างเดียว และเมื่อเหลือบริโภคจึงจำหน่าย ทุกชุมชนต้องช่วยกันคิดด้วยความสามัคคี เพื่อร่วมกันผลิต ร่วมกันแปรรูป และร่วมกันจำหน่าย เช่น รวมกุล่มกันในรูปสหกรณ์ หรือจัดตั้งธนาคารข้าว ธนาคารโคและกระบือ เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน...”

เอกโลกาตั้งใจฟังตาอธิบาย เขารู้สึกภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย มีพระเจ้าแผ่นที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
เมื่อเห็นหลานชายตั้งใจฟัง ผู้เป็นตาจึงอธิบายเกี่ยวกับพระราชภารกิจของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไปอีก
“สำหรับปัจจัยพื้นฐานในด้านการผลิตนั้น ทรงแนะให้หน่วยงานราชการให้การสนับสนุน เช่น การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับปรุงดินและน้ำ ตลอดทั้งการส่งเสริมเส้นทางขนส่งในชนบท และช่วยแนะนำปัจจัยการผลิต และความรู้ทางวิชาการใหม่ ๆ เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ พันธุ์ปลา การทำปุ๋ยอินทรีย์ และการฟื้นฟูสภาพป่าโดยปล่อยให้ป่าฟื้นฟูปรับสภาพตัวเอง โดยการสร้างฝายแม้วเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของป่า และการปลูกไม้ยืนต้น 3 อย่าง เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ ไม้เชื้อเพลิง ไม้ใช้สอย ไม้อาหาร และประโยชน์อย่างที่ 4 ได้แก่ การอนุรักษ์ดินและน้ำ”
“พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญ เพื่อกรบำบัดทุกข์บำรุงสุข สร้างคุณภาพชีวิตให้ประชาชนชาวไทย เริ่มมาตั้งแต่ตอนไหนครับตา” เอกโลกาถาม

“พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เริ่มมาตั้งแต่พุทธศักราช 2493 นับเป็นเวลายาวนานที่ทรงมีพระราชดำริเริ่มโครงการต่าง ๆ เพื่อพสกนิกรชาวไทยของพระองค์มากมาย...”
น้ำเสียงของตาที่เปล่งออกมาแสดงถึงความปลื้มปิติในพระมหากรุณาธิคุณล้นเหลือ แววตาสดใสจดจ้องอยู่ที่พระบรมฉายาลักษณ์บนหิ้งบูชาด้วยความเทิดทูนบูชา ตาจึงยึดมั่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางปฏิบัติตน แม้แต่ลูกหลานต่างยึดมั่นเป็นแบบอย่าง
“เราเป็นพสกนิกรของพระองค์ควรทำความดีประพฤติปฏิบัติตามภายใต้เบื้องธุลีพระบาท เด็ก ๆ ควรมีความเพียรพยายามทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เช่น เรียนหนังสือก็ควรตั้งใจเรียน” ตาเน้นคำ
“ครับตา ผมจะเป็นคนดีเพื่อ “พ่อหลวง” ของเราครับ เอกโลกายืนยัน
ที่มา : “ในหลวงของปวงไทย” โดย โชติ ศรีสุวรรณ