วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯ





พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งมั่นพัฒนาด้านการเกษตร เพราะเป็นอาชีพหลักของประชาชนส่วนมากในประเทศ ผลิตผลการเกษตรทำให้ประเทศชาติเจริญ ประชาชนได้กินอิ่มนอนอุ่นย่อมทำให้เกิดความสุขถ้วนหน้า ผลิตผลทางเกษตรยังทำรายได้ให้กับประเทศชาติมหาศาล พระองค์ทรงโปรดฯ ให้มีแปลงเกษตรทดลองในเขตพระราชฐานสวนจิตรลดา จนประจักษ์ชัดว่า พื้นที่หรือแหล่งเกษตรแต่ละแห่งย่อมให้ผลิตผลแตกต่างกัน พืชแต่ละอย่างอาจจะเหมาะกับสภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมือนกัน บางชนิดเจริญงอกงามบนพื้นที่ที่มีอากาศเย็น และบางชนิดอาจเจริญงอกงามในที่ราบลุ่ม เมื่อทรงเห็นปัญหาความแตกต่างกันเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯ ให้มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในท้องที่ต่าง ๆ กัน ดังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2526 ความว่า... “ด้านหนึ่งก็เป็นจุดประสงค์ของศูนย์ศึกษา ก็เป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยในท้องที่ เพราะว่าแต่ละท้องที่สภาพฝนฟ้าอากาศ และประชาชนในท้องที่ต่าง ๆ กัน ก็มีลักษณะแตกต่างกันมากเหมือนกัน”ดังนั้น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงตั้งอยู่ตามศูนย์ประจำภาคให้สามารถดำเนินการวิจัยและทดลองในสภาพพื้นที่นั้น ๆ ทำหน้าที่เป็น “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” สรุปผลการวิจัยทดลอง เพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่ประชาชนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อการประกอบอาชีพในชีวิตประจำวันได้ เป็นการบริการให้ครบจบในที่แห่งเดียว ศูนย์การศึกษาพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามภาคต่าง ๆ มี 6 แห่ง คือ




1. ศูนย์การศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อน ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา บริเวณนี้มีลักษณะเป็นดินเสื่อมโทรม เป็นพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังเพียงอย่างเดียว ทำให้ดินขาดแร่ธาตุ ปลูกพืชอย่างอื่นไม่ได้ผล เกษตรกรในบริเวณนี้ปลูกมันสำปะหลังเป็นรายได้หลัก ทำให้มีรายได้น้อย เพราะมันสำปะหลังมีราคาตกต่ำ เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตไม่ดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการพัฒนาดินในบริเวณนี้ให้เป็นดินอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชได้หลายชนิด เพื่อปรับสมดุลของดิน และเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในท้องถิ่น โดยเปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยีการเกษตรและสร้างงานด้านหัตถกรรมให้มีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง และยังเป็นการรักษาป่าต้นน้ำ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาทดลองศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ยังทำการศึกษาธรรมชาติเพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช แทนการใช้สารเคมีอีกด้วย




2. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดจันทบุรี เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและพัฒนาชายฝั่งโดยมีการศึกษาวิจัยปัญหาและศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ซึ่งมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ หอยนางรม หอยแมลงภู่ หอยแครง และปลา ศูนย์แห่งนี้มีการจัดตั้งสหกรณ์ประมง ส่งเสริมการผลิตของชุมชน และฟื้นฟูสภาพป่าชายเลน นอกจากนี้ ยังพัฒนาชุมชนให้ทำการเพาะปลูกมะมุ่งหิมพานต์ ยางพารา ถั่วลิสง ผัก และสมุนไพรเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง กิจกรรมของศูนย์ มีการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกพืช การควบคุมศัตรูพืช การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และส่งเสริมให้มีอาชีพเสริม เพื่อพัฒนาบุคคลอย่างยั่งยืน และให้กระทบกระเทือนสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน มีพื้นที่ 1,040 ไร่ ประชากร 104 ครอบครัว มีอาชีพทำนากุ้งในบริเวณป่าชายเลน อาชีพเกษตรกรรม และมีรายได้เสริม แต่ละครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยปีละ 150,000 บาทต่อครอบครัว ทำให้มีสภาพการดำรงชีวิตดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
3.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง
ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2525
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้แก้ปัญหาดินเปรี้ยวทางภาคใต้ที่มีดินพรุชุ่มน้ำ สภาพดินเหนียวทะเลมีไพไรต์ ซึ่งมีลักษณะเป็นกรด เมื่อไพไรต์ผสมกับออกซิเจน จะกลายสภาพเป็นดินเปรี้ยว เพาะปลูกไม่ได้ผล ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 262,826 ไร่ พระองค์ทรงให้ทดลองใส่ปูนขาวเพื่อลดความเปรี้ยวของดิน มีการจัดระบบการชลประทานให้น้ำลดความเป็นกรด และส่งน้ำเลี้ยงพืชที่ทดลองในแปลงเกษตรด้วย
ต่อมาพื้นที่บริเวณนั้นสามารถเพาะปลูกได้หลายชนิด ปลูกยางพารารวมกับพืชอื่น ๆ เช่น สละ ไม้ผลอื่น ๆ และทำนาข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น รวมทั้งทรงส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ เช่น โค แพะ แกะ เป็นต้น นอกจากนั้นยังส่งเสริมการผลิตด้านเกษตรอุตสาหกรรมในพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีรายได้ มีความเป็นอยู่ดีมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดทุพโภชนาการในเด็กด้วย
4. ศูนย์การศึกษาพัฒนาภูพาน
ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร เริ่มต้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้แก้ปัญหาป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งมีพื้นที่ 11,000 ไร่ เพราะหากไม่มีการพัฒนา ปัญหาการทำลายป่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนกลายเป็นการทำลายป่าต้นน้ำลำธารอีกมาก หากไม่หาทางป้องกันไว้พระองค์ทรงโปรดฯ ให้จัดระบบชลประทานแล้วเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำหรับป้อนอุตสาหกรรม เกษตร มีการปลูกหญ้าแฝกยึดผิวหน้าดิน ป้องกันการกัดเซาะของน้ำ โดยการทดลองปลูกหญ้าแฝกระหว่างแปลงไม้ผลบนเนินเขา เพื่อช่วยดูดซับน้ำ มีการศึกษาทดลองทำการเกษตรแบบใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสาน เช่น ปลูกข้าวในที่ลุ่ม และปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลังกับข้าวโพดอ่อน ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และยังส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ในครัวเรือน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม มีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
5. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้
ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้ทำการศึกษาทดลองการรักษาป่าต้นน้ำลำคลองเพื่อใช้พื้นที่ป่าเปียกเป็นฉนวนป้องกันไฟป่า ทรงจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน คือ
ที่ดินส่วนบนเหนืออย่างน้ำ ให้ยังคงสภาพพื้นที่ป่าต้นน้ำให้สมบูรณ์ที่สุด
ที่ดินส่วนกลาง จัดพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งเกษตรกรรม มีการเพาะปลูกและแบ่งพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ด้วย
ที่ดินส่วนล่าง จัดพื้นที่ให้เป็นแหล่งน้ำเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พัฒนาพื้นที่สำหรับการประมง
ตามสัดส่วนของพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่งของกรมชลประทานสำหรับเก็บน้ำได้ 7,500-900,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้น้ำในอ่างขนาด 250,000 ลูกบาศก์เมตร สำหรับความชุ่มชื้นในป่า และใช้น้ำในอ่างขนาด 900,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อการเกษตรและการวิจัยพืชที่ปลูกในที่สูง รวมทั้งใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มี 8 หน่วยงานร่วมกันสนองพระราชดำริ ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมป่าไม้ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมชลประทาน และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการทดลองการทำเกษตรแบบผสมผสาน และปลูกไม้ผลแซมกับการปลูกไม้ใช้สอยอื่น ๆ ส่งเสริมการเลี้ยงโค กระบือในบริเวณป่า ให้ชาวนาชาวไร่สามารถสร้างผลิตผลทั้งพืชผัก และเลี้ยงสัตว์ นับเป็นแหล่งอาหารครบวงจรการปลูกพืชหมุนเวียนสลับกับการปลูกพืชไร่ การปลูกข้าวตามแนวขวางหรือการทำนาแบบขั้นบันได
นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาดุก ปลาตะเพียนในกระชัง เลี้ยงปลานิล ปลาทับทิมในบ่อปูนซีเมนต์ และปล่อยพันธุ์ปลาบึกตามอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เป็นต้น
การพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการ โดยมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ และส่งเสริมการปลูกข้าว ข้าวสาลี ถั่วเหลือง พืชผักต่าง ๆ เสาวรส และหน่อไม้ฝรั่งตามคันดิน เพื่อป้องกันการชะล้างของน้ำตามแนวลาด เป็นการเพิ่มปริมาณการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้สามารถพึ่งพาตนเองได้อีกสวนหนึ่ง
6. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย
ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์คืนสภาพป่า สัตว์ป่าสู่ธรรมชาติที่เป็นป่าอันสมบูรณ์ ทรงจัดให้สร้างอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง แล้วพัฒนาระบบการเพาะพันธุ์กล้าไม้ เพื่อสำหรับปลูกป่า และเพาะพันธุ์สัตว์ป่า เก้ง เนื้อทราย แล้วปล่อยคืนธรรมชาติ ให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างปกติ และมีกฎห้ามการล่าสัตว์ป่าทุกชนิด ทรงให้ปลูกหญ้าแฝกทั่วบริเวณพื้นที่ที่ดินพังทลาย
นอกจากนั้นยังทรงสนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ โดยพัฒนาแหล่งอาหาร ทั้งการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ และการประมงน้ำจืด เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชนในท้องถิ่นให้ดีขึ้น เมื่อมีอาหารพอเพียง มีส่วนที่เหลือจากการบริโภค พระองค์เน้นให้ประชาชนรู้จักจัดการธุรกิจด้วยตนเองจากการซื้อขายผลิตผลต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นศูนย์รวมความรู้ตามสภาพพื้นที่ และดินฟ้าอากาศให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสานการพัฒนาตนเองได้ ดังพระราชดำรัสว่า
“...กรม กองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตทุกด้าน ได้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นปรองดองกัน ประสานกันตามธรรมดา แต่ละฝ่ายต้องมีศูนย์ของตน แต่ว่าอาจจะมีงาน ถือว่าเป็นศูนย์ของตัวเอง คนอื่นไม่เกี่ยวข้อง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นศูนย์ที่รวบรวมกำลังทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ทุกกรม กอง ทั้งในด้านการเกษตรหรือในด้านสังคม ทั้งในด้านหางาน การส่งเสริมการศึกษามาอยู่รวมกัน ก็หมายความว่า ประชาชนซึ่งจะต้องใช้วิชาการทั้งหลายก็สามารถที่จะมาดู ส่วนเจ้าหน้าที่จะให้ความอนุเคราะห์แก่ประชาชนก็มาอยู่พร้อมกัน ในที่เดียวกันเหมือนกัน ซึ่งเป็นสองด้าน ก็หมายถึงว่าที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนได้รับประโยชน์ และด้านทางของผู้เป็นเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์...”
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ จึงจำเป็นจะต้องนำความรู้จริงมาปรับใช้กับความเป็นจริงและใช้กฎเกณฑ์ของธรรมชาติในการแก้ปัญหา คือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบปกติ เช่น การใช้น้ำดีขับไล่น้ำเสีย หรือการใช้น้ำดีเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามการขึ้นลงของน้ำธรรมชาติ หรือบำบัดน้ำเน่าเสียโดยใช้พืชน้ำจำพวก จอก แหน หรือผักตบชวาที่ขึ้นตามธรรมชาติ ในห้วย หนอง คลองบึง ให้ช่วยดูดซับสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำให้บรรเทากลบกลายเป็นน้ำดี
ดังพระราชกระแส เรียกว่า “ใช้อธรรมปราบอธรรม”
คือการนำน้ำเสีย ถูกกำจัดด้วยรากผักตบชวาพืชน้ำที่เจริบเติบโตเร็วจนแน่นแม่น้ำลำคลอง ต้องกำจัดออกบ้าง มาดูดซับจนกลายเป็นน้ำดี คือ “ธรรม”ดังนั้น แนวคิดและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงมีลักษณะพิเศษ เป็นปรัชญาอันเป็นอัจฉริยะแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงนำมาใช้ในการทำงาน อย่างใช้ “สติ” กับ “ปัญญา” ผสมผสานกับความรู้ของพระองค์ท่านมาดำเนินการ จัดการกับสภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นประโยชน์สูงสุดนั่นเอง